คริสตจักร

ชีวิตคุณขับเคลื่อนด้วยอะไร

 


ชีวิตคุณขับเคลื่อนด้วยอะไร 
คัดย่อบางส่วนจาก หนังสือชีวิตที่เคลื่อนด้วยวัตถุประสงค์ ลองมาดูกันว่าชีวิตคุณใช้อะไรเป็นตัวขับเคลื่อนกันแน่ 


* คนจำนวนมากขับเคลื่อนชีวิตด้วยความรู้สึกผิด

พวกเขาใช้ชีวิตวิ่งหนีความเสียใจ และปกปิดความอายไว้ คนที่ถูกความรู้สึกผิดผลักดันจะถูกความทรงจำควบคุม ยินยอมให้อดีตบงการอนาคต และมักจะลงโทษตัวเองโดยไม่รู้ตัว ด้วยการทำลายโอกาสความสำเร็จของตนเอง

เราเป็นผลผลิตของอดีตแต่ไม่จำเป็นต้องเป็นนักโทษของมัน พระประสงค์ของพระเจ้าไม่ได้ถูกจำกัดโดยอดีตของคุณ พระองค์เปลี่ยนฆาตกรนามว่าโมเสสให้เป็นผู้นำ และเปลี่ยนชายขี้ขาดชื่อ กิเดโอน ให้เป็นวีรบุรุษผู้กล้าหาญ ... พระองค์ก็เปลี่ยนคุณได้เช่นเดียวกัน



* คนจำนวนมากขับเคลื่อนชีวิตด้วยความแค้นและความโกรธ

พวกเขากำความเจ็บปวดไว้และไม่ยอมลืมมัน แทนที่จะปลดปล่อยความเจ็บปวดด้วยการยกโทษ พวกเขากลับทบทวนมันในความคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางคนเก็บความแค้นไว้ภายในจนเก็บกด บางคนระเบิดมันออกมาใส่คนอื่น

คนที่ทำให้คุณเจ็บปวดในอดีตไม่สามารถทำให้คุณเจ็บปวดในปัจจุบันได้ อดีตก็คืออดีต กำมันไว้ก็รังแต่จะทำร้ายตัวเองด้วยความขมขื่น ดังนั้นจงเรียนรู้และลืมมันซะ 

โยบ 5:2 "แน่ละ ความร้อนใจฆ่าคนโฉด และความริษยาฆ่าคนเขลา"



* คนจำนวนมากขับเคลื่อนชีวิตด้วยความกลัว

คนที่ถูกความกลัวผลักดันมักจะพลาดโอกาสสำคัญๆ เพราะกลัวความเสี่ยง เขาเลือกที่จะปลอดภัยไว้ก่อน และรักษาสิ่งต่างๆไว้ในสภาพเดิมๆ

ความกลัวคือคุกที่สร้างไว้ขังตนเอง ซึ่งจะขัดขวางคุณไม่ให้เป็นอย่างที่พระเจ้าประสงค์ให้คุณเป็น คุณต้องสู้กับมันด้วยอาวุธแห่งความเชื่อและความรัก



* คนจำนวนมากขับเคลื่อนชีวิตด้วยวัตถุนิยม

ความปรารถนาที่จะมีสิ่งของได้กลายเป็นเป้าหมายทั้งหมดของชีวิต แรงผลักดันที่อยากจะมีสิ่งต่างๆมากขึ้นเรื่อยๆ จนเข้าใจผิดว่ามีมากขึ้นจะทำให้มีความสุข เป็นคนสำคัญ และมั่นคงยิ่งขึ้น

ความจริงก็คือ คุณค่าของคุณไม่ได้ถูกกำหนดโดยของมีค่าที่คุณมี ความมั่งมีสามารถสูญไปในทันทีด้วยปัจจัยหลากหลายที่ควบคุมไม่ได้ 



* คนจำนวนมากขับเคลื่อนชีวิตด้วยความความต้องการเป็นที่ยอมรับ

พวกเขายอมให้ความคาดหวังของพ่อแม่ คู่ครอง ลูก ครูอาจารย์ เจ้านาย ลูกน้อง หรือเพื่อนๆ ควบคุมชีวิตเค้า บางคนถูกกดดันจากเพื่อนๆ และกังวลอยู่เสมอว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร 

น่าเสียดาย เพราะคนที่ทำตามฝูงชนมักจะสูญเสียความเป็นตัวเองไป เคล็ดลับของการล้มเหลวประการหนึ่งคือการพยายามทำให้ทุกคนพอใจ


การถูกความคิดเห็นของคนอื่นควบคุมคือวิธีการอันแน่นอนที่จะพลาดจากพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับชีวิตคุณ

(บทความจาก gracezone กระชับและน่าสนใจดีครับ)

250 เหตุการณ์ในชีวิตของพระเยซูคริสต์

 

250 เหตุการณ์ในชีวิตของพระเยซูคริสต์ จากพระกิตติคุณทั้ง 4 เล่ม มัทธิว มาระโก ลูกา ยอห์น
 
I.การประสูติ และการชีวิตช่วงต้น ของพระเยซูคริสต์ 


1. จุดประสงค์การเขียนของท่านลูกา 1:1-17 1:1-4 
2. พระเจ้ามาบังเกิดเป็นมนุษย์ 1:1-18 
3. ลำดับพงศ์พันธุ์ของพระเยซูคริสต์ 3:23-38 
4. ทำนายเรื่องกำเนิดของยอห์น ผู้ให้บัพติสมา 1:5-25 
5. ทำนายเรื่องกำเนิดของพระเยซู 1:26-38 
6. มารีย์เยี่ยมนางเอลีซาเบธ 1:39-56 
7. กำเนิดของยอห์น ผู้ให้บัพติสมา 1:57-80 
8. ทูตสวรรค์ปรากฏแก่โยเซฟ 1:18-25 
9. พระกำเนิดของพระเยซู ที่เบธเลเฮม 2:1-7 
10. ผู้เลี้ยงแกะเข้าเฝ้าพระเยซู 2:8-20 
11. ถวายพระกุมารในพระวิหาร 2:21-40 
12. พวกโหราจารย์เข้าเฝ้าพระกุมาร 2:1-12 
13. การหนีไปอียิปต์ 2:13-18 
14. กลับมายังนาซาเร็ธ 2:19-23 
15. พระกุมารพูดกับพวกอาจารย์ในพระวิหาร 2:41-52 
16. ยอห์นผู้ให้บัพติสมาเตรียมทางให้กับพระเยซู 3:1-12 1:1-8 3:1-18 
17. พระเยซูทรงรับบัพติสมา 3:13-17 1:9-11 3:21-22 
18. ซาตานทดลองพระเยซูในถิ่นทุรกันดาร 4:1-11 1:12-13 4:1-13 
19. คำพยานของยอห์นผู้ให้บัพติสมา 1:19-28 
20. ยอห์นผู้ให้บัพติสมาประกาศว่า พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ 1:29-34 
21. สาวกพวกแรกติดตามพระเยซู 1:35-51 
22. พระเยซูทรงเปลี่ยนน้ำให้เป็นเหล้าองุ่น 2:1-12 

II. คำสอน และ การรับใช้ของพระเยซู 

23. พระเยซูทรงชำระพระวิหาร 2:12-25 
24. นิโคเดมัส มาพบกับพระเยซูในเวลากลางคืน 3:1-21 
25. ยอห์นกล่าวถึงพระเยซู 3:22-36 
26. เฮโรดจับยอห์นขังคุก 3:19-20 
27. พระเยซูสนทนากับหญิงสะมาเรียที่บ่อน้ำ 4:1-26 
28. พระเยซูตรัสเกี่ยวกับการเก็บเกี่ยวฝ่ายวิญญาณ 4:27-38 
29. ชาวสะมาเรียมากมายเชื่อในพระเยซู 4:39-42 
30. พระเยซูทรงเทศนาในกาลิลี 4:12-17 1:14-15 4:14-15 4:43-45 
31. พระเยซูทรงรักษาบุตรชายของข้าราชการคนหนึ่ง 4:46-54 
32. ชาวนาซาเร็ธไม่ยอมรับพระเยซู 4:16-30 
33. ชาวประมง 4 คนติดตามพระเยซู 4:18-22 1:16-20 
34. พระเยซูทรงสั่งสอนด้วยสิทธิอำนาจ 1:21-28 4:31-37 
35. พระเยซูทรงรักษาแม่ยายของเปโตร และผู้คน 8:14-17 1:29-34 4:38-41 
36. พระเยซูทรงสั่งสอนตลอดทั่วแค้วนกาลิลี 4:23-25 1:35-39 4:42-44 
37. พระเยซูทรงทำการอัศจรรย์ให้จับปลาได้เป็นอันมาก 5:1-11 
38. พระเยซูทรงรักษาคนโรคเรื้อนให้หาย 8:1-4 1:40-45 5:12-16 
39. พระเยซูทรงรักษาคนง่อย 9:1-8 2:1-12 5:17-26 
40. พระเยซูทรงรับประทานอาหารกับคนบาปในบ้านของมัทธิว 9:9-13 2:13-17 5:27-32 
41. ผู้นำศาสนาถามพระเยซูเกี่ยวกับเรื่องการอดอาหาร 9:14-17 2:18-22 5:33-39 
42. พระเยซูทรงรักษาโรคที่สระน้ำ 5:1-18 
43. พระเยซูทรงประกาศตัวว่าเป็นพระบุตรของพระเจ้า 5:19-30 
44. บรรดาพยานของพระเยซู 5:31-47 
45. สาวกเด็ดรวงข้าวในวันสะบาโต 21:1-8 2:23-28 6:1-5 
46. พระเยซูทรงรักษาชายมือลีบในวันสะบาโต 12:9-14 3:1-6 6:6-11 
47. ฝูงชนติดตามพระเยซู 12:15-21 3:7-12 
48. พระเยซูทรงเลือกสาวก 12 คน 3:13-19 6:12-16 
49. พระเยซูทรงสอนเรื่อง ผู้เป็นสุข 5:1-12 6:17-26 
50. พระเยซูทรงสอนเรื่อง เกลือและความสว่าง 5:13-16 
51. พระเยซูทรงสอนเรื่อง ธรรมบัญญัติ 5:17-20 
52. พระเยซูทรงสอนเรื่อง ความโกรธ 5:21-26 
53. พระเยซูทรงสอนเรื่อง การล่วงประเวณี 5:27-30 
54. พระเยซูทรงสอนเรื่อง การหย่า 5:31-32 
55. พระเยซูทรงสอนเรื่อง การสาบาน 5:33-37 
56. พระเยซูทรงสอนเรื่อง การตอบแทน 5:38-42 
57. พระเยซูทรงสอนเรื่อง การรักศัตรู 5:43-48 6:27-36 
58. พระเยซูทรงสอนเรื่อง การทำทาน 6:1-4 
59. พระเยซูทรงสอนเรื่อง การอธิษฐาน 6:5-15 
60. พระเยซูทรงสอนเรื่อง การอดอาหาร 6:16-18 
61. พระเยซูทรงสอนเรื่อง เงินทอง 6:19-24 
62. พระเยซูทรงสอนเรื่อง ความวิตกกังวล 6:25-34 
63. พระเยซูทรงสอนเรื่อง การกล่าวโทษผู้อื่น 7:1-6 6:37-42 
64. พระเยซูทรงสอนเรื่อง การขอ เคาะ หา 7:7-12 
65. พระเยซูทรงสอนเรื่อง ประตูคับแคบ 7:13-14 
66. พระเยซูทรงสอนเรื่อง การรู้จักต้นไม้ด้วยผลของมัน 7:15-20 6:43-45 
67. พระเยซูทรงสอนเรื่อง รากฐานสองชนิด 7:21-29 6:46-49 
68. ความเชื่อของนายร้อย 8:5-13 7:1-10 
69. พระเยซูทรงเรียกบุตร ของแม่ม่ายที่นาอินให้เป็นขึ้น 7:11-17 
70. พระเยซูทรงตอบข้อสงสัยของยอห์น ผู้ให้บัพติสมา 11:1-19 7:18-35 
71. พระเยซูทรงสัญญาเรื่องการพักสงบฝ่ายวิญญาณ 11:20-30 
72. หญิงคนบาปชโลมพระบาทของพระเยซูด้วยน้ำมัน 7:36-50 
73. สตรีบางคนไปกับพระเยซู 8:1-3 
74. ผู้นศาสนากล่าวโทษว่าพระเยซู ใช้อำนาจของมารซาตาน 12:22-37 3:20-30 
75. ผู้นำศาสนาขอให้พระเยซู แสดงหมายสำคัญ 12:38-45 
76. พระเยซูทรงอธิบายถึงครอบครัวที่แท้จริงของพระองค์ 12:46-50 3:31-35 8:19-21 
77. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องดิน 4 ชนิด 13:1-9 4:1-9 8:4-8 
78. พระเยซูทรงอธิบายคำอุปมาเรื่องดิน 4 ชนิด 13:10-23 4:10-25 8:9-18 
79. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องเมล็ดพืชที่งอกขึ้น 4:26-29 
80. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องข้าวละมาน 13:24-30 
81. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องเมล็ดพืช 13:31-32 4:30-34 
82. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องเชื้อขนมปัง 13:33-35 
83. พระเยซูทรงอธิบายคำอุปมาเรื่องข้าวละมาน 13:36-43 
84. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ 13:44 
85. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องไข่มุกที่มีราคามาก 13:45-46 
86. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องอวน 13:47-52 
87. พระเยซูทรงห้ามพายุ 8:23-27 4:35-41 8:22-25 
88. พระเยซูทรงขับผีออกจากชาย ที่แดนกาดารา 8:28-34 5:1-20 8:26-39 
89. พระเยซูทรงรักษาหญิงโลหิตตก และชุบชีวิตเด็กผู้หญิง 9:18-26 5:21-43 8:40-56 
90. พระเยซูทรงรักษาคนใบ้ หูหนวก 9:27-34 
91. ชาวนาซาเร็ธหมางใจในะพระเยซู 13:53-58 6:1-6 
92. พระเยซูทรงกระตุ้นให้สาวก อธิษฐานขอคนงานของพระเจ้า 9:35-38 
93. พระเยซูทรงส่งสาวก 12 คนออกประกาศ 10:1-16 6:7-13 9:1-6 
94. พระเยซูทรงเตรียมชีวิตสาวก สำหรับการข่มเหง 10:17-42 
95. เฮโรดประหารยอห์น ผู้ให้บัพติสมา 14:1-12 6:14-29 9:7-9 
96. พระเยซูทรงเลี้ยงคน 5,000 คน 14:13-21 6:30-44 9:10-17 6:1-15 
97. พระเยซูทรงดำเนินบนน้ำ 14:22-33 6:45-52 6:16-21 
98. พระเยซูทรงรักษาทุกคนที่สัมผัสพระองค์ 14:34-36 6:53-56 
99. พระเยซูทรงเป็นอาหารที่แท้จริงจากสวรรค์ 6:22-40 
100. พวกยิวไม่เห็นด้วย ว่าพระเยซูเป็นอาหารจากสวรรค์ 6:41-59 
101. สาวกจำนวนมากละทิ้งพระเยซู 6:60-71 
102. พระเยซูทรงสอนเรื่องความบริสุทธิ์ภายใน 15:1-20 7:1-23 
103. พระเยซูทรงขับผีออกจากลูกสาวหญิงคะนาอัน 15:21-28 7:24-30 
104. ประชาชนประหลาดใจในการรักษาโรคของพระเยซู 15:29-31 7:31-37 
105. พระเยซูทรงเลี้ยงคน 4,000 คน 15:32-39 8:1-10 
106. ผู้นำศาสนาขอให้พระเยซูสำแดงหมายสำคัญบนท้องฟ้า 16:1-4 8:11-13 
107. พระเยซูทรงกล่าวต่อต้านการสอนผิด 16:5-12 8:14-21 
108. พระเยซูทรงรักษาชายตาบอด 8:22-26 
109. เปโตรยอมรับว่า พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ 16:13-20 8:27-30 9:18-20 
110. พระเยซูทรงทำนายถึงมรณกรรมของพระองค์ (ครั้งแรก) 16:21-28 8:31-9:1 9:21-27 
111. พระเยซูทรงจำแลงพระกายบนภูเขา 17:1-13 9:2-13 9:28-36 
112. พระเยซูทรงรักษาเด็กที่ถูกผีเข้า 17:14-21 9:14-29 9:37-43 
113. พระเยซูทรงทำนายถึงมรณกรรมของพระองค์ (ครั้งที่2) 17:22-23 9:30-32 9:44-45 
114. เปโตรพบเหรียญในปากของปลา 17:24-27 
115. พวกสาวกโต้เถียงกันว่า ใครเป็นใหญ่ที่สุด 18:1-6 9:33-37 9:46-48 
116. พวกสาวกห้ามคนอื่นไม่ให้ใช้พระนามของพระเยซู 9:38-41 9:49-50 
117. พระเยซูทรงเตือนให้ระวังการล่อลวง 18:7-9 9:42-50 
118. พระเยซูทรงสอนให้อย่าดูหมิ่นผู้เล็กน้อย 18:10-14 
119. พระเยซูทรงสอนเรื่องการปฏิบัติต่อพี่น้องผู้กระทำผิด 18:15-20 
120. พระเยซูทรงกล่าวคำอุมาเรื่องทาส ผู้ไม่ยอมให้อภัย 18:21-35 
121. พวกน้อง ๆ ของพระเยซูไม่วางใจในพระองค์ 7:1-9 
122. พระเยซูทรงสอนเกี่ยวกับการเสียสละในการเป็นศิษย์ 8:18-22 9:51-62 
123. พระเยซูทรงสั่งสอนในบริเวณพระวิหารอย่างเปิดเผย 7:10-31 
124. ผู้นำศาสนาพยายามจับพระเยซู 7:32-52 
125. พระเยซูทรงยกโทษให้หญิงที่ถูกจับฐานล่วงประเวณี 7:53-8:11 
126. พระเยซูทรงเป็นความสว่างของโลก 8:12-20 
127. พระเยซูทรงเตือนถึงการพิพากษาที่จะมาถึง 8:21-30 
128. พระเยซูทรงกล่าวถึงการเป็นสาวกที่แท้จริงของพระเจ้า 8:31-47 
129. พระเยซูกล่าวว่าพระองค์ดำรงอยู่ชั่วนิจนิรันดร์ 8:48-59 
130. พระเยซูทรงส่งสาวก 72 คนออกไป 10:1-16 
131. สาวก 72 คนกลับมา 10:17-24 
132. พระเยซูกล่าวคำอุปมาเรื่องชาวสะมาเรียผู้ใจดี 10:25-37 
133. พระเยซูเสด็จเยี่ยมมารธาและมารีย์ 10:38-42 
134. พระเยซูทรงสอนสาวกเรื่องการอธิษฐาน 11:1-13 
135. พระเยซูทรงตอบโต้คำกล่าวหาที่ต่อต้านพระองค์ 11:14-28 
136. พระเยซูกล่าวเตือนเรื่องการไม่เชื่อ 11:29-32 
137. พระเยซูทรงสอนเรื่องความสว่างภายใน 11:33-36 
138. พระเยซูทรงกล่าวโทษพวกผู้นำศาสนา 11:37-54 
139. พระเยซูทรงกล่าวต่อต้านการหน้าซื่อใจคต 12:1-12 
140. พระเยซูทรงกล่าวคำอปมาเรื่องเศรษฐีโง่ 12:13-21 
141. พระเยซูทรงเตือนเรื่องความวิตกกังวล 12:22-34 
142. พระเยซูทรงเตือนเรื่องการเตรียมตัวรับการเสด็จมา 12:35-48 
143. พระเยซูทรงเตือนเรื่องการแตกแยก 12:49-53 
144. พระเยซูทรงให้สังเกตความหมายของยุค 12:54-59 
145. พระเยซูทรงเรียกให้คนกลับใจใหม่ 13:1-9 
146. พระเยซูทรงรักษาหญิงหลังโกง 13:10-17 
147. พระเยซูทรงสอนเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า 13:18-21 
148. พระเยซูทรงรักษาชายตาบอดแต่กำเนิด 9:1-12 
149. พวกฟาริสีสอบสวนเรื่องการรักษาคนตาบอด 9:13-34 
150. พระเยซูสอนเรื่องความบอดของวิญญาณจิต 9:35-41 
151. พระเยซูทรงเป็นผู้เลี้ยงดูแลที่ดี 10:1-21 
152. พวกยิวมาห้อมล้อมพระเยซูที่พระวิหาร 10:22-42 
153. พระเยซูทรงสอนเรื่องการเข้าแผ่นดินสวรรค์ 13:22-30 
154. พระเยซูทรงคร่ำครวญเพราะกรุงเยรูซาเล็ม 13:231-35 
155. พระเยซูทรงรักษาชายที่เป็นโรคมานน้ำ 14:1-6 
156. พระเยซูทรงสอนเรื่องการแสวงหาเกียรติ 14:7-14 
157. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องการเลี้ยงใหญ่ 14:15-24 
158. พระเยซูทรงสอนเรื่องความเสียสละในการเป็นศิษย์ 14:25-35 
159. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องแกะหาย 15:1-7 
160. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องเงินเหรียญหาย 15:8-10 
161. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องบุตรหายไป 15:11-32 
162. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องคนต้นเรือนอสัตย์ 16:1-18 
163. พระเยซูทรงเล่าเรื่องเศรษฐีและขอทาน 16:19-31 
164. พระเยซูทรงเล่าเรื่องการให้อภัยและความเชื่อ 17:1-10 
165. มรณกรรมของลาซารัส 11:1-16 
166. พระเยซูทรงปลอบประโลมมารีย์และมารธา 11:17-37 
167. พระเยซูทรงเรียกลาซารัสให้เป็นขึ้นจากความตาย 11:38-44 
168. พวกมหาปุโรหิตปองร้ายพระเยซู 11:45-57 
169. พระเยซูทรงรักษาคนโรคเรื้อนสิบคน 17:11-19 
170. พระเยซูทรงสอนเรื่องการมาของแผ่นดินพระเจ้า 17:20-37 
171. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องหญิงแม่ม่ายและผู้พิพากษา 18:1-8 
172. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องชายสองคนที่อธิษฐาน 18:9-14 
173. พระเยซูทรงตรัสสอนเรื่องการแต่งงานกับการหย่าร้าง 19:1-12 10:1-12 
174. พระเยซูทรงอวยพระพรเด็กเล็ก ๆ 19:13-15 10:13-16 18:15-17 
175. พระเยซูทรงตรัสกับเศรษฐีหนุ่ม 19:16-30 10:17-31 18:18-30 
176. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องคนทำงานในสวนองุ่น 20:1-16 
177. พระเยซูทรงพยากรณ์ถึงการสิ้นพระชนม์เป็นครั้งที่สาม 20:17-19 10:32-34 18:31-34 
178. พระเยซูทรงสอนเรื่องการปรนนิบัติผู้อื่น 20:20-28 10:35-45 
179. พระเยซูทรงรักษาขอทานตาบอด 20:29-34 10:46-52 18:35-43 
180. พระเยซูทรงนำความรอดมาสู่ครัวเรือนของศักเคียส 19:1-10 
181. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องเงินสิบมินา 19:11-27 
182. ผู้หญิงคนหนึ่งชโลมพระเยซูด้วยน้ำหอม 26:6-13 14:3-9 12:1-11 
183. พระเยซูทรงเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มอย่างผู้พิชิต 21:1-11 11:1-11 19:28-44 12:12-19 
184. พระเยซูทรงชำระพระวิหาร อีกครั้ง 21:12-17 11:12-19 19:45-48 
185. พระเยซูทรงอธิบายถึงสาเหตุที่พระองค์ต้องสิ้นพระชนม์ 12:20-36 
186. ประชาชนส่วนมากไม่เชื่อในพระเยซู 12:37-43 
187. พระเยซูทรงสรุปคำสอนของพระองค์ 12:44-50 
188. พระเยซูทรงสาปต้นมะเดื่อ 21:18-22 11:20-26 
189. ผู้นำศาสนาท้าทายสิทธิอำนาจของพระเยซู 21:23-27 11:27-33 20:1-8 
190. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องบุตรสองคน 21:28-32 
191. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องสวนองุ่นและคนเช่า 21:33-46 12:1-12 20:9-19 
192. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องการเลี้ยงในพิธีอภิเษกมเหสี 22:1-14 
193. ผู้นำศาสนาถามพระเยซูเกี่ยวกับเรื่องการเสียภาษี 22:15-22 12:13-17 20:20-26 
194. ผู้นำศาสนาถามพระเยซูเรื่องการคืนชีพ 22:23-33 12:18-27 20:27-40 
195. ผู้นำศาสนาถามพระเยซูเรื่องพระบัญญัติข้อใหญ่ 22:34-40 12:28-34 
196. พวกฟาริสีไม่สามารถตอบคำถามของพระเยซู 22:41-46 12:35-37 20:41-44 
197. พระเยซูทรงกล่าวเตือนพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี 23:1-12 12:38-40 20:45-47 
198. พระเยซูทรงกล่าวโทษพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี 23:13-36 
199. พระเยซูทรงคร่ำครวญเพราะกรุงเยรูซาเล็มอีก 23:37-39 
200. การถวายทรัพย์ของหญิงม่าย 12:41-44 21:1-4 
201. พระเยซูทรงทำนายถึงอนาคต 24:1-25 13:1-23 21:5-24 
202. พระเยซูทรงทำนายถึงการเสด็จกลับมาของพระองค์ 24:26-35 13:24-31 21:25-33 
203. พระเยซูทรงกล่าวเรื่องการเฝ้าระวังอยู่ 24:36-51 13:32-37 21:34-38 
204. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องสาวพรหมจารีสิบคน 25:1-13 
205. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องเงินตะลันต์ 25:14-30 
206. พระเยซูทรงพูดถึงการพิพาษาประชาชาติทั้งหลาย 25:31-46 

III. การสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์ 

207. ผู้นำศาสนาวางแผนที่จะปองร้ายพระเยซู 26:1-5 14:1-2 22:1-2 
208. ยูดาสตกลงที่จะทรยศพระเยซู 26:14-16 14:10-11 22:3-6 
209. สาวกจัดเตรียมปัสกา 26:17-19 14:12-16 22:7-13 
210. พระเยซูทรงล้างเท้าพวกสาวก 13:1-20 
211. พระเยซูทรงรับประทานปัสกากับอัตรทูต 26:20-30 14:17-26 22:14-30 13:21-30 
212. พระเยซูทรงทำนายถึงการที่เปโตรจะปฎิเสธพระองค์ 22:31-38 13:31-38 
213. พระเยซูทรงเป็นทางไปสู่พระบิดา 14:1-14 
214. พระเยซูทรงสัญญาจะประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ 14:15-31 
215. พระเยซูทรงสอนเรื่องเถาองุ่นและแขนง 15:1-17 
216. พระเยซูทรงเตือนเรื่องความเกลียดชังของโลก 15:18-16:4 
217. พระเยซูทรงสอนเรื่องงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ 16:5-15 
218. พระเยซูทรงสอนเรื่องการอธิษฐานในนามพระองค์ 16:16-33 
219. พระเยซูทรงอธิษฐานเพื่อพระองค์เอง 17:1-5 
220. พระเยซูทรงอธิษฐานเพื่อสาวกของพระองค์ 17:6-19 
221. พระเยซูทรงอธิษฐานเพื่อผู้ที่จะมาเชื่อพระองค์ 17:20-26 
222. พระเยซูทรงทำนายถึงการที่เปโตรจะปฎิเสธพระองค์อีก 26:31-35 14:27-31 
223. พระเยซูทรงทนทุกข์ในสวน 26:36-46 14:32-42 22:39-46 
224. พระเยซูทรงถูกทรยศและจับกุม 26:47-56 14:43-52 22:47-53 18:1-11 
225. อันนาสสอบสวนพระเยซู 18:12-24 
226. คายาฟาสอบสวนพระเยซู 26:57-68 14:53-65 
227. เปโตรปฏิเสธไม่รู้จักพระเยซู 26:69-75 14:66-72 22:54-65 18:25-27 
228. สภากล่าวหาพระเยซู 27:1-2 15:1 22:66-71 
229. ยูดาสฆ่าตัวตาย 27:3-10 
230. พระเยซูทรงยืนอยู่ต่อหน้าปีลาต 27:11-14 15:2-5 23:1-5 18:28-37 
231. พระเยซูทรงยืนอยู่ต่อหน้าเฮโรด 23:6-12 
232. ปีลาตมอบพระเยซูให้เขาตรึงกางเขน 27:15-26 15:6-15 23:13-25 18:38-19:16 
233. ทหารโรมันเยาะเย้ยพระเยซู 27:27-31 15:16-20 
234. พระเยซูทรงถูกนำไปตรึงที่กางเขน 27:32-34 15:21-24 23:26-31 
235. พระเยซูทรงถูกตรึงที่กางเขน 27:35-44 15:25-32 23:32-43 19:18-27 
236. พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์บนกางเขน 27:45-56 15:33-41 23:44-49 19:28-37 
237. พระเยซูทรงถูกฝังที่อุโมงค์ 27:57-61 15:42-47 23:50-56 19:38-42 
238. ทหารยามเฝ้าอยู่ที่อุโมงค์ 27:62-66 
239. พระเยซูทรงฟื้นคืนพระชนม์ 28:1-7 16:1-8 24:1-12 20:1-9 
240. พระเยซูทรงปรากฎพระองค์แก่มารีย์ชาวมักดาลา 16:9-11 20:10-18 
241. พระเยซูทรงปรากฎพระองค์แก่ผู้หญิงคนอื่น ๆ 28:8-10 
242. พวกมหาปุโรหิตติดสินบนพวกทหาร 28:11-15 
243. พระเยซูทรงปรากฎตัวแก่ศิษย์สองคนขณะกำลังเดินทาง 16:12-13 24:13-35 
244. พระเยซูทรงปรากฎตัวแก่เหล่าสาวกที่ชุมนุมกันในห้อง 24:36-43 20:19-23 
245. พระเยซูทรงปรากฎตัวแก่เหล่าสาวกรวมทั้งโธมัส 16:14 20:24-31 
246. พระเยซูทรงปรากฎตัวแก่สาวกขณะกำลังจับปลา 21:1-14 
247. พระเยซูทรงตรัสกับเปโตร 21:15-25 
248. พระเยซูทรงให้พระมหาบัญชา 28:16-20 16:15-18 
249. พระเยซูทรงปรากฎตัวต่อเหล่าสาวกที่กรุงเยรูซาเล็ม 24:44-49 
250. พระเยซูทรงเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ 16:19-20 24:50-53 


แปลจาก : Life Application Bible ของ Tyndale & Zondervan ,1991.


คริสตจักรกับการเผชิญการต่อสู้ของมารในยุคสุดท้าย

 

คริสตจักรกับการเผชิญ 

การต่อสู้ของมาร 


ในยุคสุดท้าย

 

 

 

 

 

วิวรณ์ 12:4 

 

 

 

 

 

       "หางพญานาคตวัดดวงดาวในท้องฟ้าทิ้งลงมาที่แผ่นดินโลกเสียหนึ่งในสามส่วน  และพญานาคนั้นยืน

อยู่เบื้องหน้าผู้หญิงที่กำลังจะคลอดบุตร  เพื่อจะกินบุตรเมื่อคลอดออกมาแล้ว "

        พระคัมภีร์ตอนนี้ได้กล่าวเป็นคำพยากรณ์เกี่ยวกับการทำงานของมารในยุคสุดท้าย บอกว่ามารจะทำ

งานอย่างหนักและต่อสู้กับฝ่ายพระเจ้าอย่างรุนแรง เพราะมันรู้ว่าเวลาของมันเหลือน้อย ดังที่วิวรณ์ 12:12 ได้

กล่าวไว้แบบสอดคล้องกันว่า “ฉะนั้นสวรรค์และบรรดาผู้ที่อยู่ในสวรรค์จงรื่นเริงยินดีเถิด  แต่วิบัติจะมีแก่แผ่น

ดินโลกและทะเล  เพราะว่ามารได้ลงมาหาเจ้าด้วยความโกรธยิ่งนัก  เพราะมันรู้ว่าเวลาของมันมีน้อย"

       มีพระคัมภีร์หลายตอนได้พยากรณ์บอกในลักษณะเดียวกันนี้ และบอกถึงสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น อันเกิด

จากอำนาจของซาตานที่จะทำในยุคสุดท้าย การที่เรารู้เหตุการณ์ข้างหน้าที่จะเกิดขึ้นย่อมทำให้เราระมัดระวัง 

ป้องกันตัวได้ดี ไม่ตกเป็นเหยื่อของมาร แต่คนที่ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่ตระหนัก หรือไม่ใส่ใจย่อมตกเป็นเหยื่อของ

มารได้โดยง่าย 

         
จาก วิวรณ์ 12:4 ในตอนนี้ จะเห็นถึงสองสิ่งใหญ่ๆ ที่พระคัมภีร์พยากรณ์บอกไว้ว่ามารจะกระทำอย่าง

หนักหน่วงต่อคริสตจักรในยุคสุดท้าย คือ


 

  • มารจะล่อลวงผู้เชื่อให้หลงและหลุดจากพระคุณของพระเจ้าหนึ่งในสามส่วน

 

       พระคัมภีร์กล่าวถึงพญานาค(มารซาตาน) ว่า “หางพญานาคตวัดดวงดาวในท้องฟ้าทิ้งลงมาที่แผ่นดิน

โลกเสียหนึ่งในสามส่วน”  นี้คือคำพยากรณ์ที่บอกไว้ชัดเจนว่า วิสุทธิชนคนของพระเจ้าจะถูกมารเล่นงานจน

หลุดล่วงจากพระคุณพระเจ้าจำนวนหนึ่งในสาม ซึ่งเป็นจำนวนที่เยอะมาก 

       พระธรรมวิวรณ์มักจะพูดหลายๆ อย่างเป็นสัญลักษณ์ การจะเข้าใจสัญลักษณ์ต่างๆ ได้เราจะต้องเข้าใจ

เบื้องหลัง และบริบทพระคัมภีร์อื่นที่เชื่อมโยงกัน เช่นในตอนนี้

       “พญานาค” หรือ “งู”   เป็นสัญลักษณ์เล็งถึง “ซาตาน” ดังที่ในวิวรณ์ 12:9 กล่าวไว้ว่า  พญานาคใหญ่

ซึ่งเป็นงูดึกดำบรรพ์  ที่เขาเรียกกันว่ามารและซาตาน…

        “ดวงดาว”   เป็นสัญลักษณ์เล็งถึงพงษ์พันธ์ของอับราฮัม หรือ หมายถึง “ผู้เชื่อในพระเจ้า” ดังที่ปฐม

กาล 22:17 กล่าวไว้ว่า “ เราจะอวยพรเจ้าแน่  เราจะทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้นดังดวงดาวในท้องฟ้า”  และ

ในเฉลยธรรมบัญญัติ 1:10  ก็กล่าวในทำนองเดียวกันว่า    “พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านได้ทรงให้ท่านทั้ง

หลายทวีมากขึ้น  และดูเถิด  ทุกวันนี้พวกท่านทั้งหลายมีจำนวนมากดุจดวงดาวทั้งหลายในท้องฟ้า”

         การที่พระคัมภีร์พยากรณ์ว่า “หางพญานาคตวัดดวงดาวในท้องฟ้าทิ้งลงมาที่แผ่นดินโลกเสียหนึ่งใน

สามส่วน”  จึงบ่งบอกให้รู้ว่า  มารจะเล่นงานผู้เชื่อในพระเจ้าด้วยวิธีการต่างๆ อาจจะด้วยการล่อลวง ด้วยการ

ข่มเหง  การทดลอง  หรืออื่นๆ  หรือด้วยกลอุบายอะไรก็ตาม จนคนทั้งหลายที่ไม่ยึดหลักการความจริงของ

พระเจ้าหลุดล่วงจากพระคุณพระเจ้า หนึ่งในสามส่วน และที่รู้ว่าหลุดล่วงจากพระคุณพระเจ้าแน่นอนเพราะในนี้

บอกว่า 
“ทิ้งลงมาที่แผ่นดินโลก”

         แท้จริงมีพระคัมภีร์มากมายที่พยากรณ์เตือนเรื่องนี้ไว้ให้เราได้รับรู้  เช่น ดาเนี่ยลได้เห็นภาพเดียวกับ

ยอห์น คือดวงดาวถูกเหวี่ยงทิ้งลงมา ดังในดาเนียล 8:10 บอกว่า มันงอกขึ้นใหญ่โต  แม้กระทั่งถึงบริวารแห่ง

ฟ้าสวรรค์  มันยังเหวี่ยงบริวารดวงดาวลงมายังพิภพเสียบ้าง  แล้วเหยียบย่ำเสีย  อ.เปาโลก็เตือนว่าบางคน

จะทิ้งความเชื่อ โดยทิ้งสิ่งที่เป็นแก่นหลักความจริง แต่ถูกหลอกให้ไปเชื่อสิ่งเท็จ ที่ไม่ได้เป็นแก่นหลักการแท้ 

ดังใน 1ทิโมธี 4:1-2 บอกว่า    พระวิญญาณได้ตรัสไว้อย่างชัดแจ้งว่า ต่อไปภายหน้าจะมีบางคนละทิ้งความ

เชื่อ โดยหันไปเชื่อฟังวิญญาณที่ล่อลวง  และฟังคำสอนของพวกผีปิศาจ ซึ่งมาจากการหน้าซื่อใจคดของคนที่

โกหก  คือคนที่จิตสำนึกเป็นทาสของมาร”  พระเยซูก็เตือนว่าแม้แต่บางคนที่ถูกเลือกไว้แล้วยังถูกหลอกให้

หลง ในมาระโก 13:22    “ด้วยว่าจะมีพระคริสต์เทียมเท็จและผู้ทำนายเทียมเท็จหลายคนเกิดขึ้น ทำหมาย

สำคัญและการอัศจรรย์  เพื่อล่อลวงผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรแล้วให้หลง  ถ้าเป็นได้” นอกจากนี้พระคัมภีร์บาง

ตอนยังบอกว่าบางคนไม่ได้หลงหายออกจากโบสถ์ แต่หลงสัจจะธรรม โดยตัวยังอยู่ในโบสถ์ แต่หลงผิดขับไล่

ข่มเหงผู้รับใช้ของพระเจ้าออกจากคริสตจักร โดยหลงผิดคิดว่าตนเองได้ทำสิ่งดีเพื่อพระเจ้า ดังในยอห์น 


16:2
  “เขาจะอเปหิท่านเสียจากธรรมศาลา  แท้จริงวันหนึ่งทุกคนที่ประหารชีวิตของท่าน  จะคิดว่าเขาทำการ

นั้นเป็นการปฏิบัติพระเจ้า”

         ในด้านหนึ่งนั้นคือสงครามฝ่ายวิญญาณ ที่มารทำการต่อสู้อาณาจักรพระเจ้า เพื่อช่วงชิงอำนาจและการ

ครอบครอง แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้นพระเจ้าทรงอนุญาต เพื่อการฝัดร่อน เพราะพระคัมภีร์บอกไว้แล้วว่ายุคสุดท้าย

พระเจ้าจะแยกแพะแยกแกะ แยกข้าวสาลีกับข้าวละมาร มัทธิว 13:30    ให้ทั้งสองจำเริญไปด้วยกันจนถึงฤดู

เกี่ยว และในเวลาเกี่ยวนั้นเราจะสั่งผู้เกี่ยวว่า  "จงเก็บข้าวละมานก่อน  มัดเป็นฟ่อนเผาไฟเสีย  แต่ข้าวดีนั้นจง

เก็บไว้ในยุ้งฉางของเรา"

         เหตุการณ์ที่อิสราเอลออกจากอียิปต์เดินทางเข้าคานาอันนั้นจึงเป็นภาพที่สะท้อนชีวิตจริงของ

คริสเตียน คือ จะมีจำนวนหนึ่งที่ไม่ระมัดระวังชีวิตและหลุดล่วงระหว่างทาง และจะมีจำนวนหนึ่งที่เข้าแผ่นดิน

ของพระเจ้าได้สำเร็จ

         เรื่องนี้ถือว่าเป็นข้อคิดเตือนใจที่ดีสำหรับเรา มีพระคัมภีร์หลายตอนได้สอนเตือนว่าเราควรจะทำอย่าง

ไรจึงจะดำเนินชีวิตอย่างมีชัยชนะ เช่น

         ให้เราระมัดระวังในการดำเนินชีวิต ไม่ใช่ยังไงก็ได้ ไม่ใช่คิดง่ายๆ ตัดสินใจง่ายๆ กับเรื่องราวต่างๆโดย

ไม่ตรึกตรองให้ดี ฮีบรู 4:1  เหตุฉะนั้นเมื่อพระสัญญายังมีอยู่ว่า  จะให้เราเข้าสู่การพำนักซึ่งพระองค์ทรง

ประทาน  ก็ให้เราทั้งหลายระมัดระวังอยู่เสมอ  มิฉะนั้นอาจจะมีบางคนในพวกท่านไปไม่ถึง

         ให้เราเตือนสติกันเสมอทุกๆ วัน (ด้วยความรัก) และเราต้องมีท่าทียอมรับการเตือนสติจากทุกคน ฮีบรู 


3:13
  ท่านจงเตือนสติกันและกันทุกวัน  ตลอดเวลาที่เรียกว่า  "วันนี้"  เพื่อว่าจะไม่มีผู้ใดในพวกท่านมีใจแข็ง

กระด้างไป  เพราะเล่ห์กลของบาป

         ให้เราต่อสู้กับมาร อย่าเล่นกับบาป อย่าคิดว่าไม่เป็นไร ยากอบ 4:7  เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงน้อมใจ

ยอมฟังพระเจ้า จงต่อสู้กับมาร และมันจะหนีท่านไป

         ให้เราอยู่ใต้การปกคลุมชีวิตจากผู้นำและการปกคลุมจากพระวจนะ (มารทำอะไรไม่ได้ ได้แต่วนเวียน

อยู่รอบๆ) การออกนอกการปกคลุมอันตรายที่สุด เพราะมารคอยตะครุบเราอยู่ 1เปโตร 5:8     ท่านทั้งหลาย

จงสงบใจจงระวังระไวให้ดี  ด้วยว่าศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มัน

จะกัดกินได้

 

 

  • มารจะต่อสู้คริสตจักรอย่างรุนแรง

 

         ในวิวรณ์บทที่ 12:4 ตอนท้ายยังพยากรณ์ถึงการเผชิญหน้ากันระหว่างมารกับคริสตจักร บอกว่า และ

พญานาคนั้นยืนอยู่เบื้องหน้าผู้หญิงที่กำลังจะคลอดบุตร  เพื่อจะกินบุตรเมื่อคลอดออกมาแล้ว

          พญานาค หรือ มารซาตาน ยืนอยู่เบื้องหน้าหญิงมีครรภ์ ซึ่ง “หญิง” เป็นสัญลักษณ์ของคริสตจักร 

เนื่องจากพระคัมภีร์ให้ภาพคริสตจักรเป็นภาพหญิง หรือภาพเจ้าสาวของพระคริสต์ ซึ่งเราจะเห็นสัญลักษณ์นี้

อยู่หลายครั้งในพระคัมภีร์  เช่น

            
(ปฐก.3:15) หญิงที่จะเหยียบหัวงูให้แหลก หมายถึงคำพยากรณ์ว่าคริสตจักรจะมีชัยชนะเหนือมาร

            (มธ.25:1) หญิงพรหมจารีย์ที่รอคอยเจ้าบ่าว หมายถึงคริสตจักรที่รอคอยการกลับมาของพระคริสต์

            (วว.19:7-8) หญิงที่เป็นเจ้าสาวสมรสกับพระเมษโปดก หมายถึงคริสตจักรกับพระเยซู

            (วว.17:1) หญิงแพศยา หมายถึงคริสตจักรเทียมเท็จ

            (วว.12) หญิงมีครรภ์ หมายถึงคริสตจักรเจ้าสาวของพระคริสต์

         การที่พญานาคยืนอยู่เบื้องหน้าหญิงมีครรภ์เพื่อจะกินลูกของนาง จึงเป็นภาพของมารที่ยืนประจัญหน้า

กับคริสตจักรเพื่อจะทำลาย   นี่จึงเป็นคำพยากรณ์ที่บอกว่ามารจะต่อสู้กับคริสตจักรอย่างรุนแรง ซึ่งก็สอด

คล้องกับ วิวรณ์ 12:12 ที่บอกว่า “มารมันมาด้วยความโกรธแค้น  ยิ่งนัก

         อ.เปาโล กับ ดาเนียล ได้พยากรณ์สิ่งเดียวกัน คือมารจะกระทำการด้วยความหยิ่งผยองพองตัว 

ทำลายระบบของคริสตจักรทิ้ง(เหวี่ยงทิ้ง) และจะตั้งระบบของตนเองแทน เช่น  2เธสะโลนิกา 2:3-4  อย่าให้

ผู้หนึ่งผู้ใดล่อลวงท่านโดยทางหนึ่งทางใดเลย  เพราะว่าวันนั้นจะไม่มาถึงจนกว่าจะมีการทรยศเสียก่อน  และ

คนนอกกฎหมายนั้นจะประจักษ์แจ้ง  คือลูกแห่งความพินาศ ผู้กีดกั้นขัดขวางและยกตัวขึ้นต่อสู้อะไรๆที่ได้ชื่อ

ว่าเป็นพระ  หรืออะไรๆ ที่เขาไหว้นมัสการนั้น  แล้วมันก็นั่งในพระวิหารของพระเจ้าประกาศตัวว่าเป็นพระเจ้า  

และในดาเนียล 8:11 บอกว่า มันพองตัวขึ้นอีก แม้กระทั่งถึงจอมของบริวารและเครื่องเผาบูชาเนืองนิตย์ ก็ถูก

ชิงไปเสียจากพระองค์และสถานศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ก็ถูกเหวี่ยงลง

         การต่อสู้ของมารต่อคริสตจักรนั้น มีจุดประสงค์เดียว คือ เพื่อทำลายคริสตจักรของพระเจ้า และวิธีที่จะ

ทำลายคริสตจักรให้ได้ผล รูปแบบที่มารมักจะใช้ในทุกยุคสมัย คือ ทำลายรากฐานสำคัญของคริสตจักร เช่น

             ทำลายผู้นำ => โจมตี ทำลายความน่าเชื่อถือของผู้นำ (ตัวแทนของพระเจ้า) 
             
             ทำลายระบบสิทธิอำนาจ => ทำให้ระบบปกครองมีปัญหา ปกครองไม่ได้
             
             ทำลายหลักความเป็นเอกภาพในพระกาย => สร้างความแตกแยก เกิดความระส่ำระสาย  วุ่นวาย  

แตกเป็นกลุ่มเป็นก๊ก
             
             ทำลายหลักการแห่งความรัก => ทำให้บรรยากาศคริสตจักรขาดความรัก ความรักเยือกเย็นลง 

ขาดความเมตตา ขาดการให้อภัย แต่ใส่ความเกลียดชัง ความอิจฉาอาฆาตแค้นเข้ามาทดแทน คริสตจักรที่ขาด

ความรักจึงไม่สามารถเป็นคริสตจักรได้

         คริสเตียนบางคนที่รู้ไม่ทันเล่ห์กลของมารก็ถูกหลอกให้หลง ถูกซัดไปมาอย่างน่าสงสาร และตกเป็น

เครื่องมือของมารในการทำลายคริสตจักร นี่คือเหตุผลที่ อ.บอกว่าเราจะต้องโตขึ้นในพระคริสต์ เพราะถ้าเราไม่

โต มารจะซัดเราไปมาใน เอเฟซัส 4:14     เพื่อเราจะไม่เป็นเด็กอีกต่อไป  ถูกซัดไปซัดมาและหันไปเหมา

ด้วยลมปากแห่งคำสั่งสอนทุกอย่าง 
และด้วยเล่ห์กลของมนุษย์ตามอุบายฉลาดอันเป็นการล่อลวง

         ตรงนี้คงอยากให้เป็นข้อคิดเตือนใจคริสเตียนว่า ต้องระวังให้ดี เพราะชัยชนะของมาร คือ การทำลาย

คริสตจักรได้สำเร็จ การทำลายผู้นำได้สำเร็จคริสตจักรก็ไม่เหลือแล้ว สิ่งที่คริสเตียนต้องระวัง คือ ไม่ตกเป็น

เครื่องมือของมารในการทำลายคริสตจักร หรือผู้นำ อย่าให้มารใช้ เราต้องเติบโตพอที่จะเข้าใจอะไรต่ออะไรใน

ทางพระเจ้า ไม่เป็นเด็กฝ่ายวิญญาณที่ถูกซัดไปซัดมา ขณะเดียวกัน ชัยชนะของพระเจ้า คือ การที่เราช่วยกัน

ปกป้องคริสตจักรและผู้นำไม่ให้ถูกทำลาย รักษาระบอบของพระเจ้าไว้ และมุ่งหน้าทำแผนการของพระเจ้าให้

สำเร็จ การที่มารต่อสู้คริสตจักรถือเป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นเรื่องสงครามฝ่ายวิญญาณ และมีมาทุกยุคสมัย และ

จะมีไปเรื่อยๆ จนสิ้นยุค ใครก็ตามหรือคริสตจักรใหนก็ตามที่มีผลต่ออาณาจักรพระเจ้าสูง มารจะต่อสู้ขัดขวาง

เป็นพิเศษ ดังนั้นทุกอย่างที่ทำจึงดูเหมือนมีอุปสรรคปัญหา ไม่มีความราบรื่น

         สิ่งที่คริสเตียนพึงตระหนักอย่างยิ่งคือ ในภาวะปกติเราต้องช่วยกันสร้างคริสตจักรให้แข็งแรงมั่นคงและ

ขยายออกไป แต่ในภาวะที่ถูกมารโจมตีเล่นงานคริสตจักรเราต้องช่วยกันลุกขึ้นปกป้อง ไม่ใช่ไปยืนอยู่ข้างมาร

และคอยส่งมีดให้ และไม่ใช่ขอออกมายืนอยู่ตรงกลางบอกว่าขอเชียร์อยู่ข้างอัฒจรรย์ ถ้าเป็นแบบนี้คริสตจักร

ก็แย่ พันธสัญญาชีวิตที่มีร่วมกันจะมีความหมายอะไร

         แม้การล่อลวงจะรุนแรงแค่ไหนก็ตามในยุคสุดท้าย แต่ผู้ที่เดินกับพระเจ้าด้วยท่าทีชีวิตที่ถูกต้องและ

จริงใจ จะไม่ถูกหลอกให้หลงแน่นอน เพราะพระวิญญาณ(พระผู้ช่วย) จะทรงสำแดงความจริงให้ประจักษ์ และ

ช่วยเราให้ไปถึงที่หมายได้อย่างมีชัยชนะ ดังที่พระเยซูกล่าวไว้ในยอห์น 14:26 แต่องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณ

บริสุทธิ์  ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรานั้น  จะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง  และจะให้ท่านระลึกถึง

ทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว   แต่ถ้าเราไม่มีใจรักความจริง หรือท่าทีภายในบางอย่างเราไม่ถูกต้องเรา

จะถูกหลอกให้หลงแน่ เพราะพระคัมภีร์ได้เตือนไว้แล้วใน 2เธสะโลนิกา 2:10-11  สำหรับคนเหล่านั้นที่จะต้อง

พินาศ เพราะเขาทั้งหลายไม่ได้รักความจริงเพื่อจะรอดได้ เพราะเหตุนี้พระเจ้าจึงทรงให้ความลุ่มหลงมาครอบ

งำเขา  ให้เขาเชื่อสิ่งที่เท็จ

         คริสตจักรคือแก้วตาดวงใจของพระเจ้า เรารู้ว่ามารคือศัตรูที่คอยจ้องทำลายคริสตจักรอยู่ตลอดเวลา แต่

เราต้องไม่ปล่อยให้ใครทำลายคริสตจักรหรือทำลายผู้นำที่เป็นตัวแทนของพระเจ้า เรามีหน้าที่ที่จะต้องต่อสู้กับ

มาร ขอให้จำไว้ว่า พระคัมภีร์พยากรณ์ไว้แล้วว่า มารมันทำให้ส้นเท้าเราฟกช้ำเท่านั้น แต่ “เราคือผู้ที่จะเหยียบ

หัวมารให้แหลก”



                                                                                                  วาทะ ปัญญาจารย์

 

ทัศนะเรื่อง “สี” ในมุมมองคริสเตียน

 

ในช่วงนี้กระแส เรื่องสีกำลังร้อนแรงในสังคมไทย สร้างบรรยากาศความแตกแยกอย่างที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น เราได้เห็นคนไทยด้วยกันต้องมาทะเลาะและเข่นฆ่ากันเอง คงเห็นแล้วว่ากระแสเรื่อง "สี" ได้แพร่ลุกลามออกไปอย่างกว้างขวาง ทั่วทั้งประเทศในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้เกิดบรรยากาศแบ่งกลุ่ม แบ่งข้าง แบ่งสี ดูแล้วน่าห่วงใยยิ่ง ไม่รู้ว่าบ้านเมืองเราจะเป็นอย่างไรต่อไป 


สิ่งที่อยากจะพูดในบทความนี้คงเป็นเรื่องผลกระทบของกระแสเรื่อง "สี" เพราะ เป็นที่ทราบกันดีว่าในสังคมเรานั้นไม่ว่าจะมีกระแสเรื่องอะไรเกิดขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อคนในสังคมเสมอ นั่นคือการรับอิทธิพล รับกระแส..!!!  และคริสเตียนเองก็ได้รับผลกระทบจากกระแสดังกล่าวไปด้วย ดังที่ปรากฏออกมาบ้างแล้ว คือบางคนที่ชอบเสื้อสีหนึ่งสีใดก็จะมีใจร่วมกับสีนั้น คอยเชียร์ คอยลุ้น แต่พอเห็นว่ามีใครอื่นหรือพี่น้องในความเชื่อคนอื่นที่ชอบไม่ตรงกับตนเอง และมีการพูดไม่สนับสนุนกับที่ตนชอบ กลายเป็นมีปัญหากันในชุมชนผู้เชื่อ และนำพาไปสู่บรรยากาศความแตกแยกในชุมชนผู้เชื่อ ในที่สุดชุมชนผู้เชื่อหรือคริสตจักรก็จะไม่ต่างกันคนทั่วไป คือเต็มไปด้วยความแตกแยก ขาดบรรยากาศแห่งความรัก

เรื่อง "ความรัก" เป็นหลักการใหญ่ของพระเจ้า (1คร.13:13, มก.12:30-31)  การกระทำสิ่งใดๆ ที่ขัดต่อหลักการเรื่องความรักเราไม่อาจทำได้เลย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เพราะนั่นเท่ากับเป็นการทำลายหลักการสำคัญของพระเจ้า ดังนั้นการกระทำใดๆ ที่นำไปสู่ความแตกแยก ขาดความเป็นเอกภาพในพระกาย จึงเป็นเรื่องต้องห้ามในคริสตจักรและถือเป็นเรื่องร้ายแรงมาก เราจะเห็นสิ่งนี้ปรากฏในพระคัมภีร์เสมอ เช่นตัวอย่างที่ อ.เปาโล เขียนจดหมายไปเตือนพี่น้องผู้เชื่อด้วยความรู้สึกที่รุนแรง เมื่อเห็นว่าในคริสตจักรมีการแตกแยกกัน (1คร.1:10, กท.5:19-21)  เรื่องนี้พี่น้องบางคนที่ไม่เข้าใจ หรืออาจจะขาดการตระหนัก ก็ขอเตือนไว้ด้วยโฮปดีว่า ระวังให้ดี !!! ไม่เช่นนั้นมารจะไม่ใช้เรื่อง "สี" หรืออาจจะเรื่องอื่นๆ เป็นเครื่องมือทำลายแผนการของพระเจ้าได้

คริสเตียนเราควรจะมองเรื่อง "สี" อย่างไรให้สอดคล้องกับหลักการของพระเจ้า...

อยากจะบอกพี่น้องว่า ถ้าเรามีกรอบหลักการของพระเจ้าในใจ เราก็จะมองเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนความเข้าใจได้อย่างสอดคล้องกับพระวจนะ และช่วยป้องกันเราไม่ให้กระทำสิ่งต่างๆ ผิดพลาดได้


อย่างกรณีเรื่อง “สี”... 
เราต้องเข้าใจความจริงว่ามนุษย์เป็นคนบาป ไม่มีใครสมบูรณ์ ยิ่งถ้าคนไม่เชื่อก็ยิ่งมีข้อบกพร่องมาก ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นสีอะไรก็จะมีสองด้านเสมอ คือ “ด้านดี” ที่ยังพอใช้ได้อยู่ และอีกด้านหนึ่งคือ “ด้านไม่ดี” ที่ใช่ไม่ได้ไม่ถูกต้องเลย เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็จะต้องเข้าใจความจริงว่า ไม่มีสีไหนดีและถูกต้องไปทั้งหมด และไม่มีสีไหนที่เลวผิดไปทั้งหมด ดังนั้นถ้าจำเป็นที่เราจะต้องทำงานอะไร ร่วมกับใคร สีไหน ก็คงหนีไม่พ้นดังกล่าวนี้  คริสเตียนจึงไม่ควรแสดงท่าทีลักษณะว่า เราชื่นชอบสีนี้ ก็ขอเชียร์สีนี้ ส่วนสีอื่นที่ไม่ชอบเราก็มีใจอคติกับสีนั้น เพราะการคิดเช่นนี้ไม่สอดคล้องกับหลักดังกล่าว 

สิ่งที่ถูกต้องคืออะไร ? 
คือ เราเห็นด้วยกับทุกสีในเรื่องที่เขาทำถูกต้อง และ เราก็ไม่เห็นด้วยกับทุกสีในเรื่องที่เขาทำไม่ถูกต้อง นี่คือหลักคิดสำคัญที่พระคัมภีร์ 1โครินธ์ 5:10 สอนเราในเรื่องการดำเนินชีวิตร่วมกับคนในโลกนี้ และถือเป็นหลักสำคัญที่คริสเตียนจะต้องใช้เพื่อการอยู่ร่วมกับคนทั่วไปที่ ยังไม่เชื่อ

เรื่องนี้จึงขอสรุปดังนี้ว่า เราต้องไม่ตัดสินเรื่องนี้เพียงเพราะว่า "ชอบ" หรือ "ไม่ชอบ"  เพราะ "สี" มันก็เป็นกลางในความเป็นสี

ขอย้ำว่าไม่มีสีไหนดีกว่าสีไหน และไม่มีสีไหนเลวกว่าสีไหน

ในเมื่อสังคมแบ่งออกเป็นสีๆ อย่างนี้ คริสเตียนเราก็ยังต้องปฏิสัมพันธ์และทำงานร่วมกับสีต่างๆ  สิ่งสำคัญอยู่ที่เราต้องรู้จักแยกแยะให้เป็นว่า สิ่งไหนดีถูกต้องเราก็เห็นด้วยในความถูกต้องของเขา  แต่ถ้าสิ่งไหนไม่ถูกต้องเราก็ต้องไม่เห็นด้วยจริงๆ กับสิ่งนั้น  

บทความดีจาก : วาทะ ปัญญาจารย์

1 ถึง 10 กับการอธิษฐาน

 

1-10 กับการอธิษฐาน

1.  แบ่งเวลาไว้อย่างน้อยวันละ 2-3 นาที ทุก ๆ วัน ไม่ต้องพูดอะไร ฝึกหัดคิดถึงพระเจ้า วิธีนี้จะช่วยให้จิตวิญญาณของคุณเปิดรับพระองค์

 

2.  ให้อธิษฐานด้วยคำง่ายๆที่เป็นธรรมชาติ ทูลต่อพระเจ้าถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในความคิดของคุณ 
ไม่จำเป็นต้องใช้ศัพท์สูง สนทนากับพระเจ้าในภาษาของคุณ พระองค์ทรงเข้าใจ

 

3.  อธิษฐานตลอดวัน ในทุกๆที่ เท่าที่เป็นไปได้ เช่น ในรถ หรือที่โต๊ะทำงานของคุณ ใช้วิธีการอธิษฐานสั้นๆ โดยการหลับตาลงครู่หนึ่ง ปิดทุกสิ่งทุกอย่างรอบข้างคุณออกไปให้หมด แล้วนึกถึงว่าพระเจ้าทรงอยู่เคียงข้างคุณ วิธีนี้จะทำให้คุณรู้สึกว่าพระองค์ สถิต อยู่ด้วยตลอดเวลา

 

4.  อย่าเอาแต่ขออย่างเดียว เมื่อคุณอธิษฐาน ควรที่จะขอบคุณพระเจ้าถึงพระพรที่พระองค์ได้ทรงประทานให้ด้วย และที่ สำคัญที่สุด การอธิษฐานคือการสนทนา เป็นการสื่อสาร 2 ทาง ไม่ใช่เป็นการพุดของเราฝ่ายเดียว เราควรรอคอยฟังพระสุรเสียงของพระเจ้าที่มาถึงเราด้วย

 

5.  อธิษฐานด้วยความเชื่อว่า คำอธิษฐานนั้นจะสำเร็จ และเป็นไปตามน้ำพระทัยพระเจ้า

 

6.  อย่าคิดในทางลบขณะอธิษฐาน ควรคิดในทางดีเท่านั้น

 

7.  ต้องแสดงออกถึงการยอมรับน้ำพระทัยพระเจ้า ทูลขอในสิ่งที่คุณต้องการ แต่ก็พร้อมที่จะรับคำตอบหรือสิ่งซึ่งพระเจ้าทรงประทานให้ ซึ่งอาจจะต่างจากสิ่งที่คุณขอ แต่ดีที่สุดสำหรับคุณ  

 

 

8.  ฝึกหัดสร้างทัศนคติในการยอมมอบทุกสิ่งไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ทูลขอต่อพระองค์ให้ประทานความสามารถในการทำดีที่สุด แต่ด้วยความมั่นใจ ปล่อยให้ผลนั้นเกิดขึ้นตามน้ำพระทัยพระเจ้า

 

9.  อธิษฐานเผื่อบุคคลที่คุณไม่ชอบหรือคนที่ทำไม่ดีต่อคุณ ความขุ่นข้องหมองใจนั้นเป็นเครื่อง
กีดขวางพลังจิตวิญญาณอันดับหนึ่งเลยทีเดียว

 

10.  ทำบัญชีรายชื่อบุคคลที่คุณอธิษฐานเผื่อ ยิ่งคุณอธิษฐานเผื่อคนอื่นมากเพียงใด ผลของคำอธิษฐานก็จะย้อนกลับมาสู่คุณมากเท่านั้น

 

การอธิษฐานแบบห้านิ้ว

          การอธิษฐานคือการสนทนากับพระเจ้า เราสามารถอธิษฐานโดยใช้ พระธรรมสดุดีหรือพระคัมภีร์ตอนอื่นๆ (เช่น คำอธิษฐานของพระเยซู ) วิธี " อธิษฐานแบบห้านิ้ว " ที่ใช้เป็นแนวทางในการอธิษฐานเผื่อผู้อื่น 

1. นิ้วหัวแม่มือ จะอยู่ใกล้ตัวที่สุด ดังนั้น ให้คุณอธิษฐานเผื่อคนที่ใกล้ชิดที่สุดก่อน นั่นก็คือคนที่คุณรัก ( ฟป .1:3-5)

2. นิ้วชี้ เป็นเครื่องชี้ทาง ให้คุณอธิษฐานเผื่อผู้ที่ต้องสอนคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นครูสอนพระคัมภีร์ ผู้เทศนา 
และผู้ที่ต้องสอนเด็กๆ (1 ธส .5:25)

3. นิ้วกลาง สูงที่สุด ให้อธิษฐานเผื่อผู้มีอำนาจเหนือคุณ ทั้งผู้นำประเทศและผู้นำท้องถิ่น จนถึงผู้บังคับบัญชางานของคุณ (1 ทธ .2:1-2)

4. นิ้วนาง มักจะอ่อนแอที่สุด ดังนั้น ให้คุณอธิษฐานเผื่อผู้ที่กำลังประสบปัญหาหรือความทุกข์ยากลำบาก 
(ยก . 5:13 -16)

5. นิ้วก้อย มีขนาดเล็กที่สุด ย้ำเตือนถึงคนที่ควรให้ความสำคัญน้อยที่สุด (เพราะโดยธรรมชาติเรามักจะนึกถึง
ตัวเองก่อน) ให้อธิษฐานเผื่อสำหรับตัวคุณเอง ( ฟป .4:6 ,19 )

** สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ถ้อยคำที่เราอธิษฐาน แต่อยู่ที่หัวใจของเรา **

ขอบคุณบทความดีๆ จาก Hope story

บทความ อื่นๆ ...

ชมรมเสริมทักษะ

มานาประจำวัน

Worship HOPE

Open in new window

Map Link

จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 320862
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday188
mod_vvisit_counterYesterday269
mod_vvisit_counterThis week1346
mod_vvisit_counterLast week1240
mod_vvisit_counterThis month5787
mod_vvisit_counterLast month2891
mod_vvisit_counterAll days553614

We have: 1 guests, 1 bots online
Your IP: 54.211.180.175
 , 
Today: ต.ค. 31, 2014