คริสตจักร

ทำไมต้อง O.K. ชื่อนี้มีที่มา

 





คนส่วนใหญ่ น้อยคนนักที่ไม่รู้จักคำว่า O.K. เรามักจะได้ยินคนพูดกันติดปาก ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ ไม่ว่าวัยใดก็ตามแต่ท่านทราบหรือไม่ว่า.. คำคำนี้มีที่มาอย่างไร ? 

จริง ๆ แล้วที่มาของคำนี้เป็นที่ถกเถียงกันมายาวนาน และยังไม่มีข้อสรุปอย่างแน่ชัด แต่หนึ่งในเรื่องราวที่นิยมกันคือเรื่องนี้

คำว่า O.K. มาจากคำเต็มว่า Oll Korrect  ซึ่งที่ถูกต้องคือ All Correct ( แปลว่า ถูกต้อง ) มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจจาก พ่อค้าชาวอเมริกันคนหนึ่ง มีฐานะ ตำแหน่งหน้าที่การงานสูง แต่การศึกษาน้อย ทุกครั้งที่เขาสั่งงานลงในใบสั่ง ถ้างานชิ้นใดถูกต้อง ตกลง และอนุมัติเขาจะ เขียนคำว่า Oll Korrect ลงในใบสั่งใบนั้นเสมอๆ 

ต่อมากิจการของพ่อค้าคนนี้ มีความเจริญก้าวหน้ามาก
งานที่ติดต่อมาก็มีมากขึ้น ใบสั่งงานก็มีมากมายล้นโต๊ะการที่เขาจะต้องเขียนคำ Oll Korrect ลงในใบสั่งทุกใบทำให้ต้องใช้เวลามาก 
เขาจึงย่อเหลือเพียงสั้นๆ คำ O.K. ซึ่งมีผล และความหมายเหมือนกัน คำว่า "อนุมัติ" นั่นเอง  

และก็เลยมีการใช้กัน อย่างแพร่หลาย ทั้งภาษาพูด  
และภาษาเขียน มากันจนปัจจุบันทั่วโลกทีเดียว

กิจกรรมสัมมนาวิชาการพระคัมภีร์ BC2010


สัมมนาวิชาการพระคัมภีร์ภาคกลาง 1 วันที่ 29 สิงกาคม 2010 ณ ห้องกิ่งดาว โรงแรมเวล "กล้าที่จะส่องแสง"


อ่านเพิ่มเติม...

โลกร้อน...ปัญหาของใคร? (ตอนที่ 1)

 

โลกร้อน...ปัญหาของใคร? (ตอนที่ 1) 

 

           ปัญหาโลกร้อน...เป็นปัญหาที่ได้มีการถกเถียงและกล่าวถึงกันในหลากหลายเวที หลากหลายประเทศ ซึ่งตามมาด้วยสิ่งที่เป็นเรื่องของความเชื่อว่ามันจะเกิดหรือไม่เกิดในอนาคต แม้มีการทำนายว่า ค.ศ.2012 นี้ จะเป็นวันหายนะของโลกจนถึงขั้นถูกผลิตจากการทำนายมาเป็นหนังฟิล์มให้ได้ตื่นตาตื่นใจกันแล้วก็ตาม แต่กระนั้นมนุษย์ผู้ที่เป็นทั้งต้นเหตุและผู้ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงก็ยังคงนิ่งเฉย เลยทำได้เพียงตื่นตาตื่นใจไปกับแสงสีในภาพยนตร์เท่านั้น ยังไม่มีการตื่นตัวกันอย่างจริงจังเกี่ยวกับเรื่องนี้เสียที...ฤาจะรอวันสิ้นโลกมาถึงอย่างแท้จริง

          โลกร้อน เป็นสภาพการณ์ที่อุณภูมิของโลกสูงขึ้นด้วยปัจจัยต่างๆหลายประการ ซึ่งแน่นอน มันจะส่งผลกระทบให้สิ่งมีชีวิตในโลกไม่ว่าสัตว์เลือดเย็นหรือเลือดอุ่นยากต่อการดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย หลายคนอาจจะรู้สาเหตุของโรคร้อนเพียงแค่ว่าเกิดจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น จึงทำให้เกิดสภาวะเรือนกระจก ทำลายชั้นบรรยากาศของโลก จนทำให้ไม่มีชั้นบรรยากาศในการปกป้องความร้อนจากดวงอาทิตย์ โลกจึงร้อนขึ้น... นั่นเป็นเพียงสาเหตุหนึ่งเท่านั้น ซึ่งยังมีอีกหลายเหตุผลที่คนเรายังไม่เคยรับรู้มาก่อน

          การประหยัดพลังงาน เป็นการร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างหนึ่ง ที่จะทำให้โลกพ้นจากหายนะ เพราเหตุใด? ต้องกล่าวว่า ขอยกตัวอย่างประเทศไทยของเรา หลายคนอาจจยังคิดอยู่ว่า ไฟฟ้าที่เราผลิตได้นั้น อาศัยพลังงานจากน้ำมันที่ขุดค้นพบได้เป็นหลัก แต่ในอันที่จริงแล้วไฟฟ้าได้จากการใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยเป็นหลักกว่า 70% ใช้ถ่านหินอีก 12-15% และใช้น้ำตามเขื่อนต่างๆ ผลิตได้ประมาณ 2-5% เท่านั้น ดังนั้น กลไกหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้าให้ประเทศของเราจึงได้มาจากแรงของก๊าซธรรมชาติ ซึ่งแน่นอนในวันหนึ่ง (และอีกไม่นาน) ก๊าซธรรมชาติที่สามารถหาได้แห่งเดียวจากอ่าวไทยนี้ก็จะหมดสิ้นไป สิ่งที่จะตามมาก็คือ ประเทศไทยจะต้องพึ่งพิงแห่งผลิตไฟฟ้าอื่นซึ่งมี 2 ช่องทางใหญ่ๆ คือ หาซื้อได้จากประเทศเพื่อนบ้าน แต่จะได้ค่าไฟฟ้าที่แพงมหาศาลและยาวนานตลอดไป หรือหากต้องการมีให้เพียงพอต่อความต้องการทั้งประเทศ ในระยะเวลา 20-30 ปี ข้างหน้า จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เมื่อกล่าวถึงอย่างนี้แล้ว ต้องถามว่า อย่างที่สองดีกว่าหรือไม่? ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ค่าซื้อ ค่าส่ง หรือค่าอื่นๆ แต่เพียงลงทุนงบประมาณตั้งโรงไฟฟ้าก็เหลือกินเหลือใช้แล้ว...

          ปัญหาของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ไม่ได้มีปัญหาอยู่ที่สถานที่ตั้งโรงไฟฟ้า หรืออย่างไร แต่ที่ประชาคมโลกตระหนักอยู่ในปัจจุบันคือ โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์นี้ จะเป็นตัวแม่ในการปล่อยสารพิษให้ล่องลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศและเป็นสารพิษที่ทำลายชั้นบรรยากาศมากกว่าการเผาไหม้ของถ่านหินหลายเท่า ก็จะรังให้เกิดปัญหาโลกร้อนได้อีกเช่นกัน

 

          ยังไม่พอสำหรับสาเหตุ อีกหนึ่งความสำคัญที่เริ่มพูดถึงกันเรื่อยๆ คือ การละลายของน้ำแข็งขั้วโลก และนี่ก็เป็นสาเหตุสำคัญเช่นกันที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการท่วมของน้ำและส่งผลไปยังทวีปต่างๆ ตามแนวชายยฝั่งที่จะได้รับผลอย่างยิ่ง  มันจะเกิดปัญหานี้ได้อย่างไร? ก็เนื่องจากในวันนี้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ น้ำแข็งจากขั้วโลกเองก็จะเริ่มละลายส่งผลให้ก้อนน้ำแข็งต่างๆ แตกออกและละลายเร็วยิ่งขึ้นเนื่องจากมีพื้นผิวที่สัมผัสกับความร้อนมากยิ่งขึ้น น้ำที่ละลายจากก้อนน้ำแข็งก็จะเริ่มไหลเข้าสู่ทะเลและมหาสมุทรต่างๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อไปเป็นทอดๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมชายฝั่งจนล้นเข้ามาพื้นที่อยู่อาศัยหลายร้อยตารางกิโลเมตร แต่ที่สำคัญกว่านั้น นักทำนายและนักวิทยาศาสตร์ไม่ได้กลัวเพียงขาดไร้ซึ่งที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่การเอ่อล้นของน้ำจืดที่มารวมกับน้ำเค็มตามทะเลและมหาสมุทรต่างๆ จะทำให้น้ำจืดผสมกับน้ำเค็มหนุนเข้ามารวมกับแม่น้ำสายหลักที่ใช้อุปโภคบริโภคของเราด้วยเช่นกัน ดังนั้น ปัญหาก็ไม่ได้เป็นเพียงการขาดไร้ที่อยู่อาศัย แต่อาจส่งผลไปยังการขาดน้ำในการอุปโภคบริโภคด้วย

          จากข้อมูลการวิจัยนั้น หากน้ำแข็งก้อนที่ชื่อว่า Greenland ที่ได้ชื่อว่าเป็นน้ำแข็งที่เป็นก้อนใหญ่ที่สุดและจะได้รับผลกระทบจากการละลายของมันมากที่สุดนั้น หากมีการละลายของ Greenland ครึ่งหนึ่ง รวมกับการละลายของแผ่นน้ำแข็ง Antarctica อีกครึ่งหนึ่ง จะส่งผลให้น้ำทั่วโลกสูงขึ้น 5-6 เมตร หรือหากน้ำแข็งทั้งสองละลายหมด จะทำให้น้ำทั่วโลกสูงถึง 66 เมตร ไม่ต้องถามเลยว่ากรุงเทพมหานครจะได้รับผลกระทบหรือไม่ เพราะขณะนี้กรุงเทพมหานครสูงว่าน้ำทะเลเพียง 80 เซนติเมตร เท่านั้น...และก้อนน้ำแข็งดังกล่าวก็เริ่มแตกตัวและละลายตัวเองแล้ว!...

          ไม่เพียงแต่น้ำแข็งที่ละลายจนเอ่อล้นแล้ว ข้อมูลที่มนุษย์เรายังไม่รู้อีก คือ ใต้แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกเหนือนั้น เต็มไปด้วยก๊าซมีเทนมากมาย ซึ่งมีคุณสมบัติที่แรงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 20-23 เท่า ไม่ต้องคิดเลยว่าหากก๊าซมีเทนถูกปลดปล่อยออกมาแล้ว จะส่งผลอะไรต่อการเกิดโลกร้อน เพราะมันจะทำให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นเร็วกว่าปกติถึง 20-23 เท่าเลยทีเดียว นี่ก็เป็นผลจากการที่โลกเริ่มร้อนขึ้น แผ่นน้ำแข็งเริ่มละลายไป ก๊าซก็เริ่มถูกปลดปล่อยออกมามากขึ้นเรื่อยๆ

          อีกหนึ่งข้อสังเกต คือ การมีอยู่ของแผ่นน้ำแข็งนั้น มีผลทำให้โลกได้มีตัวสะท้อนแสงแดดจากแสงอาทิตย์ไปได้มาก โดยอาศัยพื้นผิวสีขาวของแผ่นน้ำแข็งเป็นตัวสะท้อนความร้อนออกไป แต่โลกที่เต็มไปด้วยการละลายของน้ำแข็ง ทำให้แผ่นน้ำแข็งมีน้อยลง เกิดการละลายอย่างต่อเนื่อง จากการสะท้อนความร้อนและแสงจากอาทิตย์ด้วยแผ่นสีขาวของน้ำแข็ง กลายเป็นการดูดกลืนความร้อนและแสงอาทิตย์จากพื้นผิวสีดำของทะเลแทน แล้วโลกก็ร้อนเร็วขึ้นเรื่อยๆ...

 

          ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการวิจัยย้อนหลังไปในยุค 500,000-600,000 ปีก่อน พบว่า เฉลี่ยแล้วในหนึ่งแสนปีโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยที่มีอยู่ในโลกมากที่สุดและน้อยที่สุดอยู่ 1 ครั้ง ที่สำคัญกว่านั้น คือ เมื่อวิจัยในเรื่องอุณหภูมิ ก็พบว่า มีจุดสูงสุดและต่ำสุดเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังมีอัตราแปรผันตามอัตราการมีของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย กล่าวง่ายๆ คือ เมื่อไหร่ที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงเท่าไหร่ อุณหภูมิบนโลกก็จะสูง (ร้อน) ขึ้นตามไปด้วย ในทางตรงกันข้าม หากมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อย อุณหภูมิของโลกก็จะต่ำ (เย็น) เท่านั้น จึงสามารถสรุปได้ว่า ผลของสองอย่างนี้แปรผันตรงซึ่งกันและกันและมีแนวโน้มว่าอุณหภูมิจะแปรผันตามก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อีกด้วย

          แต่จะไม่เป็นที่น่าตกใจเลยหากโลกนี้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นไปตามระบบที่เกิดขึ้นโดยสม่ำเสมออย่างอดีตที่ผ่านมา คือ มีช่วงการเกิดยุดที่ร้อนที่สุดและยุคน้ำแข็งสลับกันไปมากว่า 6 ยุคในช่วงระยะเวลาเท่าๆ กัน หากได้เห็นในรูปแบบกราฟแสดงผลก็จะเห็นว่ามีอัตราการขึ้นลงของสองอย่างนี้เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ แต่ในปัจจุบัน อัตราการสูงขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้สูงขึ้นอย่างน่าตกใจและไม่มีท่าทีการลดลงเลยแม้แต่นิดเดียว สิ่งที่ตามมาคือ มีการพุ่งสูงขึ้นของอุณหภูมิอย่างเห็นได้ชัดและไม่มีอัตราการลดลงเช่นกัน สิ่งนี้คงปฏิเสธไม่ได้ เพราะขณะนี้เราก็เจอกับสภาวะโลกที่ร้อนขึ้นเรื่อยๆ อยู่แล้ว

 

          นี่เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นที่หวังว่าจะทำให้หลายคนได้ตื่นตัวและเตรียมพร้อมที่จะรับมือ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค และร่วมแรงร่วมใจกันในการรักษ์โลกอย่างจริงจัง แม้ปัญหาโลกร้อนโลกแตกมนุษย์เราจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราก็สามารถที่จะทำให้ได้รับผลกระทบน้อยลงได้ด้วยมือของเราเอง

          ในครั้งหน้า เราจะมาดูกันว่า โลกร้อน...เป็นปัญหาอย่างไรบ้าง และสามารถแก้ไขได้อย่างไร...

 

ที่มา : บทสรุปบางส่วนจากการฝึกอบรม หลักสูตร "การจัดการพลังงานสู่อาคารสีเขียว" วันที่ 25-26 สิงหาคม 2553 ณ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

ชีวิตทหารก็ต้องการกลับบ้านไปหาคนรัก

ชีวิตทหารก็ต้องการกลับบ้านไปหาคนรัก ชีวิตและโฮปใจของทหาร รั่วของชาติ thank lord

ชีวิตคุณขับเคลื่อนด้วยอะไร

 


ชีวิตคุณขับเคลื่อนด้วยอะไร 
คัดย่อบางส่วนจาก หนังสือชีวิตที่เคลื่อนด้วยวัตถุประสงค์ ลองมาดูกันว่าชีวิตคุณใช้อะไรเป็นตัวขับเคลื่อนกันแน่ 


* คนจำนวนมากขับเคลื่อนชีวิตด้วยความรู้สึกผิด

พวกเขาใช้ชีวิตวิ่งหนีความเสียใจ และปกปิดความอายไว้ คนที่ถูกความรู้สึกผิดผลักดันจะถูกความทรงจำควบคุม ยินยอมให้อดีตบงการอนาคต และมักจะลงโทษตัวเองโดยไม่รู้ตัว ด้วยการทำลายโอกาสความสำเร็จของตนเอง

เราเป็นผลผลิตของอดีตแต่ไม่จำเป็นต้องเป็นนักโทษของมัน พระประสงค์ของพระเจ้าไม่ได้ถูกจำกัดโดยอดีตของคุณ พระองค์เปลี่ยนฆาตกรนามว่าโมเสสให้เป็นผู้นำ และเปลี่ยนชายขี้ขาดชื่อ กิเดโอน ให้เป็นวีรบุรุษผู้กล้าหาญ ... พระองค์ก็เปลี่ยนคุณได้เช่นเดียวกัน



* คนจำนวนมากขับเคลื่อนชีวิตด้วยความแค้นและความโกรธ

พวกเขากำความเจ็บปวดไว้และไม่ยอมลืมมัน แทนที่จะปลดปล่อยความเจ็บปวดด้วยการยกโทษ พวกเขากลับทบทวนมันในความคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางคนเก็บความแค้นไว้ภายในจนเก็บกด บางคนระเบิดมันออกมาใส่คนอื่น

คนที่ทำให้คุณเจ็บปวดในอดีตไม่สามารถทำให้คุณเจ็บปวดในปัจจุบันได้ อดีตก็คืออดีต กำมันไว้ก็รังแต่จะทำร้ายตัวเองด้วยความขมขื่น ดังนั้นจงเรียนรู้และลืมมันซะ 

โยบ 5:2 "แน่ละ ความร้อนใจฆ่าคนโฉด และความริษยาฆ่าคนเขลา"



* คนจำนวนมากขับเคลื่อนชีวิตด้วยความกลัว

คนที่ถูกความกลัวผลักดันมักจะพลาดโอกาสสำคัญๆ เพราะกลัวความเสี่ยง เขาเลือกที่จะปลอดภัยไว้ก่อน และรักษาสิ่งต่างๆไว้ในสภาพเดิมๆ

ความกลัวคือคุกที่สร้างไว้ขังตนเอง ซึ่งจะขัดขวางคุณไม่ให้เป็นอย่างที่พระเจ้าประสงค์ให้คุณเป็น คุณต้องสู้กับมันด้วยอาวุธแห่งความเชื่อและความรัก



* คนจำนวนมากขับเคลื่อนชีวิตด้วยวัตถุนิยม

ความปรารถนาที่จะมีสิ่งของได้กลายเป็นเป้าหมายทั้งหมดของชีวิต แรงผลักดันที่อยากจะมีสิ่งต่างๆมากขึ้นเรื่อยๆ จนเข้าใจผิดว่ามีมากขึ้นจะทำให้มีความสุข เป็นคนสำคัญ และมั่นคงยิ่งขึ้น

ความจริงก็คือ คุณค่าของคุณไม่ได้ถูกกำหนดโดยของมีค่าที่คุณมี ความมั่งมีสามารถสูญไปในทันทีด้วยปัจจัยหลากหลายที่ควบคุมไม่ได้ 



* คนจำนวนมากขับเคลื่อนชีวิตด้วยความความต้องการเป็นที่ยอมรับ

พวกเขายอมให้ความคาดหวังของพ่อแม่ คู่ครอง ลูก ครูอาจารย์ เจ้านาย ลูกน้อง หรือเพื่อนๆ ควบคุมชีวิตเค้า บางคนถูกกดดันจากเพื่อนๆ และกังวลอยู่เสมอว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร 

น่าเสียดาย เพราะคนที่ทำตามฝูงชนมักจะสูญเสียความเป็นตัวเองไป เคล็ดลับของการล้มเหลวประการหนึ่งคือการพยายามทำให้ทุกคนพอใจ


การถูกความคิดเห็นของคนอื่นควบคุมคือวิธีการอันแน่นอนที่จะพลาดจากพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับชีวิตคุณ

(บทความจาก gracezone กระชับและน่าสนใจดีครับ)

บทความ อื่นๆ ...

ชมรมเสริมทักษะ

มานาประจำวัน

Worship HOPE

Open in new window

Map Link

จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 336051
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday22
mod_vvisit_counterYesterday65
mod_vvisit_counterThis week181
mod_vvisit_counterLast week617
mod_vvisit_counterThis month87
mod_vvisit_counterLast month3766
mod_vvisit_counterAll days571849

We have: 4 guests, 1 bots online
Your IP: 54.205.207.201
 , 
Today: มี.ค. 02, 2015