คริสตจักร

ชีวิตทหารก็ต้องการกลับบ้านไปหาคนรัก

ชีวิตทหารก็ต้องการกลับบ้านไปหาคนรัก ชีวิตและโฮปใจของทหาร รั่วของชาติ thank lord

โลกร้อน...ปัญหาของใคร? (ตอนที่ 1)

 

โลกร้อน...ปัญหาของใคร? (ตอนที่ 1) 

 

           ปัญหาโลกร้อน...เป็นปัญหาที่ได้มีการถกเถียงและกล่าวถึงกันในหลากหลายเวที หลากหลายประเทศ ซึ่งตามมาด้วยสิ่งที่เป็นเรื่องของความเชื่อว่ามันจะเกิดหรือไม่เกิดในอนาคต แม้มีการทำนายว่า ค.ศ.2012 นี้ จะเป็นวันหายนะของโลกจนถึงขั้นถูกผลิตจากการทำนายมาเป็นหนังฟิล์มให้ได้ตื่นตาตื่นใจกันแล้วก็ตาม แต่กระนั้นมนุษย์ผู้ที่เป็นทั้งต้นเหตุและผู้ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงก็ยังคงนิ่งเฉย เลยทำได้เพียงตื่นตาตื่นใจไปกับแสงสีในภาพยนตร์เท่านั้น ยังไม่มีการตื่นตัวกันอย่างจริงจังเกี่ยวกับเรื่องนี้เสียที...ฤาจะรอวันสิ้นโลกมาถึงอย่างแท้จริง

          โลกร้อน เป็นสภาพการณ์ที่อุณภูมิของโลกสูงขึ้นด้วยปัจจัยต่างๆหลายประการ ซึ่งแน่นอน มันจะส่งผลกระทบให้สิ่งมีชีวิตในโลกไม่ว่าสัตว์เลือดเย็นหรือเลือดอุ่นยากต่อการดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย หลายคนอาจจะรู้สาเหตุของโรคร้อนเพียงแค่ว่าเกิดจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น จึงทำให้เกิดสภาวะเรือนกระจก ทำลายชั้นบรรยากาศของโลก จนทำให้ไม่มีชั้นบรรยากาศในการปกป้องความร้อนจากดวงอาทิตย์ โลกจึงร้อนขึ้น... นั่นเป็นเพียงสาเหตุหนึ่งเท่านั้น ซึ่งยังมีอีกหลายเหตุผลที่คนเรายังไม่เคยรับรู้มาก่อน

          การประหยัดพลังงาน เป็นการร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างหนึ่ง ที่จะทำให้โลกพ้นจากหายนะ เพราเหตุใด? ต้องกล่าวว่า ขอยกตัวอย่างประเทศไทยของเรา หลายคนอาจจยังคิดอยู่ว่า ไฟฟ้าที่เราผลิตได้นั้น อาศัยพลังงานจากน้ำมันที่ขุดค้นพบได้เป็นหลัก แต่ในอันที่จริงแล้วไฟฟ้าได้จากการใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยเป็นหลักกว่า 70% ใช้ถ่านหินอีก 12-15% และใช้น้ำตามเขื่อนต่างๆ ผลิตได้ประมาณ 2-5% เท่านั้น ดังนั้น กลไกหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้าให้ประเทศของเราจึงได้มาจากแรงของก๊าซธรรมชาติ ซึ่งแน่นอนในวันหนึ่ง (และอีกไม่นาน) ก๊าซธรรมชาติที่สามารถหาได้แห่งเดียวจากอ่าวไทยนี้ก็จะหมดสิ้นไป สิ่งที่จะตามมาก็คือ ประเทศไทยจะต้องพึ่งพิงแห่งผลิตไฟฟ้าอื่นซึ่งมี 2 ช่องทางใหญ่ๆ คือ หาซื้อได้จากประเทศเพื่อนบ้าน แต่จะได้ค่าไฟฟ้าที่แพงมหาศาลและยาวนานตลอดไป หรือหากต้องการมีให้เพียงพอต่อความต้องการทั้งประเทศ ในระยะเวลา 20-30 ปี ข้างหน้า จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เมื่อกล่าวถึงอย่างนี้แล้ว ต้องถามว่า อย่างที่สองดีกว่าหรือไม่? ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ค่าซื้อ ค่าส่ง หรือค่าอื่นๆ แต่เพียงลงทุนงบประมาณตั้งโรงไฟฟ้าก็เหลือกินเหลือใช้แล้ว...

          ปัญหาของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ไม่ได้มีปัญหาอยู่ที่สถานที่ตั้งโรงไฟฟ้า หรืออย่างไร แต่ที่ประชาคมโลกตระหนักอยู่ในปัจจุบันคือ โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์นี้ จะเป็นตัวแม่ในการปล่อยสารพิษให้ล่องลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศและเป็นสารพิษที่ทำลายชั้นบรรยากาศมากกว่าการเผาไหม้ของถ่านหินหลายเท่า ก็จะรังให้เกิดปัญหาโลกร้อนได้อีกเช่นกัน

 

          ยังไม่พอสำหรับสาเหตุ อีกหนึ่งความสำคัญที่เริ่มพูดถึงกันเรื่อยๆ คือ การละลายของน้ำแข็งขั้วโลก และนี่ก็เป็นสาเหตุสำคัญเช่นกันที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการท่วมของน้ำและส่งผลไปยังทวีปต่างๆ ตามแนวชายยฝั่งที่จะได้รับผลอย่างยิ่ง  มันจะเกิดปัญหานี้ได้อย่างไร? ก็เนื่องจากในวันนี้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ น้ำแข็งจากขั้วโลกเองก็จะเริ่มละลายส่งผลให้ก้อนน้ำแข็งต่างๆ แตกออกและละลายเร็วยิ่งขึ้นเนื่องจากมีพื้นผิวที่สัมผัสกับความร้อนมากยิ่งขึ้น น้ำที่ละลายจากก้อนน้ำแข็งก็จะเริ่มไหลเข้าสู่ทะเลและมหาสมุทรต่างๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อไปเป็นทอดๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมชายฝั่งจนล้นเข้ามาพื้นที่อยู่อาศัยหลายร้อยตารางกิโลเมตร แต่ที่สำคัญกว่านั้น นักทำนายและนักวิทยาศาสตร์ไม่ได้กลัวเพียงขาดไร้ซึ่งที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่การเอ่อล้นของน้ำจืดที่มารวมกับน้ำเค็มตามทะเลและมหาสมุทรต่างๆ จะทำให้น้ำจืดผสมกับน้ำเค็มหนุนเข้ามารวมกับแม่น้ำสายหลักที่ใช้อุปโภคบริโภคของเราด้วยเช่นกัน ดังนั้น ปัญหาก็ไม่ได้เป็นเพียงการขาดไร้ที่อยู่อาศัย แต่อาจส่งผลไปยังการขาดน้ำในการอุปโภคบริโภคด้วย

          จากข้อมูลการวิจัยนั้น หากน้ำแข็งก้อนที่ชื่อว่า Greenland ที่ได้ชื่อว่าเป็นน้ำแข็งที่เป็นก้อนใหญ่ที่สุดและจะได้รับผลกระทบจากการละลายของมันมากที่สุดนั้น หากมีการละลายของ Greenland ครึ่งหนึ่ง รวมกับการละลายของแผ่นน้ำแข็ง Antarctica อีกครึ่งหนึ่ง จะส่งผลให้น้ำทั่วโลกสูงขึ้น 5-6 เมตร หรือหากน้ำแข็งทั้งสองละลายหมด จะทำให้น้ำทั่วโลกสูงถึง 66 เมตร ไม่ต้องถามเลยว่ากรุงเทพมหานครจะได้รับผลกระทบหรือไม่ เพราะขณะนี้กรุงเทพมหานครสูงว่าน้ำทะเลเพียง 80 เซนติเมตร เท่านั้น...และก้อนน้ำแข็งดังกล่าวก็เริ่มแตกตัวและละลายตัวเองแล้ว!...

          ไม่เพียงแต่น้ำแข็งที่ละลายจนเอ่อล้นแล้ว ข้อมูลที่มนุษย์เรายังไม่รู้อีก คือ ใต้แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกเหนือนั้น เต็มไปด้วยก๊าซมีเทนมากมาย ซึ่งมีคุณสมบัติที่แรงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 20-23 เท่า ไม่ต้องคิดเลยว่าหากก๊าซมีเทนถูกปลดปล่อยออกมาแล้ว จะส่งผลอะไรต่อการเกิดโลกร้อน เพราะมันจะทำให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นเร็วกว่าปกติถึง 20-23 เท่าเลยทีเดียว นี่ก็เป็นผลจากการที่โลกเริ่มร้อนขึ้น แผ่นน้ำแข็งเริ่มละลายไป ก๊าซก็เริ่มถูกปลดปล่อยออกมามากขึ้นเรื่อยๆ

          อีกหนึ่งข้อสังเกต คือ การมีอยู่ของแผ่นน้ำแข็งนั้น มีผลทำให้โลกได้มีตัวสะท้อนแสงแดดจากแสงอาทิตย์ไปได้มาก โดยอาศัยพื้นผิวสีขาวของแผ่นน้ำแข็งเป็นตัวสะท้อนความร้อนออกไป แต่โลกที่เต็มไปด้วยการละลายของน้ำแข็ง ทำให้แผ่นน้ำแข็งมีน้อยลง เกิดการละลายอย่างต่อเนื่อง จากการสะท้อนความร้อนและแสงจากอาทิตย์ด้วยแผ่นสีขาวของน้ำแข็ง กลายเป็นการดูดกลืนความร้อนและแสงอาทิตย์จากพื้นผิวสีดำของทะเลแทน แล้วโลกก็ร้อนเร็วขึ้นเรื่อยๆ...

 

          ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการวิจัยย้อนหลังไปในยุค 500,000-600,000 ปีก่อน พบว่า เฉลี่ยแล้วในหนึ่งแสนปีโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยที่มีอยู่ในโลกมากที่สุดและน้อยที่สุดอยู่ 1 ครั้ง ที่สำคัญกว่านั้น คือ เมื่อวิจัยในเรื่องอุณหภูมิ ก็พบว่า มีจุดสูงสุดและต่ำสุดเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังมีอัตราแปรผันตามอัตราการมีของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย กล่าวง่ายๆ คือ เมื่อไหร่ที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงเท่าไหร่ อุณหภูมิบนโลกก็จะสูง (ร้อน) ขึ้นตามไปด้วย ในทางตรงกันข้าม หากมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อย อุณหภูมิของโลกก็จะต่ำ (เย็น) เท่านั้น จึงสามารถสรุปได้ว่า ผลของสองอย่างนี้แปรผันตรงซึ่งกันและกันและมีแนวโน้มว่าอุณหภูมิจะแปรผันตามก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อีกด้วย

          แต่จะไม่เป็นที่น่าตกใจเลยหากโลกนี้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นไปตามระบบที่เกิดขึ้นโดยสม่ำเสมออย่างอดีตที่ผ่านมา คือ มีช่วงการเกิดยุดที่ร้อนที่สุดและยุคน้ำแข็งสลับกันไปมากว่า 6 ยุคในช่วงระยะเวลาเท่าๆ กัน หากได้เห็นในรูปแบบกราฟแสดงผลก็จะเห็นว่ามีอัตราการขึ้นลงของสองอย่างนี้เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ แต่ในปัจจุบัน อัตราการสูงขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้สูงขึ้นอย่างน่าตกใจและไม่มีท่าทีการลดลงเลยแม้แต่นิดเดียว สิ่งที่ตามมาคือ มีการพุ่งสูงขึ้นของอุณหภูมิอย่างเห็นได้ชัดและไม่มีอัตราการลดลงเช่นกัน สิ่งนี้คงปฏิเสธไม่ได้ เพราะขณะนี้เราก็เจอกับสภาวะโลกที่ร้อนขึ้นเรื่อยๆ อยู่แล้ว

 

          นี่เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นที่หวังว่าจะทำให้หลายคนได้ตื่นตัวและเตรียมพร้อมที่จะรับมือ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค และร่วมแรงร่วมใจกันในการรักษ์โลกอย่างจริงจัง แม้ปัญหาโลกร้อนโลกแตกมนุษย์เราจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราก็สามารถที่จะทำให้ได้รับผลกระทบน้อยลงได้ด้วยมือของเราเอง

          ในครั้งหน้า เราจะมาดูกันว่า โลกร้อน...เป็นปัญหาอย่างไรบ้าง และสามารถแก้ไขได้อย่างไร...

 

ที่มา : บทสรุปบางส่วนจากการฝึกอบรม หลักสูตร "การจัดการพลังงานสู่อาคารสีเขียว" วันที่ 25-26 สิงหาคม 2553 ณ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

250 เหตุการณ์ในชีวิตของพระเยซูคริสต์

 

250 เหตุการณ์ในชีวิตของพระเยซูคริสต์ จากพระกิตติคุณทั้ง 4 เล่ม มัทธิว มาระโก ลูกา ยอห์น
 
I.การประสูติ และการชีวิตช่วงต้น ของพระเยซูคริสต์ 


1. จุดประสงค์การเขียนของท่านลูกา 1:1-17 1:1-4 
2. พระเจ้ามาบังเกิดเป็นมนุษย์ 1:1-18 
3. ลำดับพงศ์พันธุ์ของพระเยซูคริสต์ 3:23-38 
4. ทำนายเรื่องกำเนิดของยอห์น ผู้ให้บัพติสมา 1:5-25 
5. ทำนายเรื่องกำเนิดของพระเยซู 1:26-38 
6. มารีย์เยี่ยมนางเอลีซาเบธ 1:39-56 
7. กำเนิดของยอห์น ผู้ให้บัพติสมา 1:57-80 
8. ทูตสวรรค์ปรากฏแก่โยเซฟ 1:18-25 
9. พระกำเนิดของพระเยซู ที่เบธเลเฮม 2:1-7 
10. ผู้เลี้ยงแกะเข้าเฝ้าพระเยซู 2:8-20 
11. ถวายพระกุมารในพระวิหาร 2:21-40 
12. พวกโหราจารย์เข้าเฝ้าพระกุมาร 2:1-12 
13. การหนีไปอียิปต์ 2:13-18 
14. กลับมายังนาซาเร็ธ 2:19-23 
15. พระกุมารพูดกับพวกอาจารย์ในพระวิหาร 2:41-52 
16. ยอห์นผู้ให้บัพติสมาเตรียมทางให้กับพระเยซู 3:1-12 1:1-8 3:1-18 
17. พระเยซูทรงรับบัพติสมา 3:13-17 1:9-11 3:21-22 
18. ซาตานทดลองพระเยซูในถิ่นทุรกันดาร 4:1-11 1:12-13 4:1-13 
19. คำพยานของยอห์นผู้ให้บัพติสมา 1:19-28 
20. ยอห์นผู้ให้บัพติสมาประกาศว่า พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ 1:29-34 
21. สาวกพวกแรกติดตามพระเยซู 1:35-51 
22. พระเยซูทรงเปลี่ยนน้ำให้เป็นเหล้าองุ่น 2:1-12 

II. คำสอน และ การรับใช้ของพระเยซู 

23. พระเยซูทรงชำระพระวิหาร 2:12-25 
24. นิโคเดมัส มาพบกับพระเยซูในเวลากลางคืน 3:1-21 
25. ยอห์นกล่าวถึงพระเยซู 3:22-36 
26. เฮโรดจับยอห์นขังคุก 3:19-20 
27. พระเยซูสนทนากับหญิงสะมาเรียที่บ่อน้ำ 4:1-26 
28. พระเยซูตรัสเกี่ยวกับการเก็บเกี่ยวฝ่ายวิญญาณ 4:27-38 
29. ชาวสะมาเรียมากมายเชื่อในพระเยซู 4:39-42 
30. พระเยซูทรงเทศนาในกาลิลี 4:12-17 1:14-15 4:14-15 4:43-45 
31. พระเยซูทรงรักษาบุตรชายของข้าราชการคนหนึ่ง 4:46-54 
32. ชาวนาซาเร็ธไม่ยอมรับพระเยซู 4:16-30 
33. ชาวประมง 4 คนติดตามพระเยซู 4:18-22 1:16-20 
34. พระเยซูทรงสั่งสอนด้วยสิทธิอำนาจ 1:21-28 4:31-37 
35. พระเยซูทรงรักษาแม่ยายของเปโตร และผู้คน 8:14-17 1:29-34 4:38-41 
36. พระเยซูทรงสั่งสอนตลอดทั่วแค้วนกาลิลี 4:23-25 1:35-39 4:42-44 
37. พระเยซูทรงทำการอัศจรรย์ให้จับปลาได้เป็นอันมาก 5:1-11 
38. พระเยซูทรงรักษาคนโรคเรื้อนให้หาย 8:1-4 1:40-45 5:12-16 
39. พระเยซูทรงรักษาคนง่อย 9:1-8 2:1-12 5:17-26 
40. พระเยซูทรงรับประทานอาหารกับคนบาปในบ้านของมัทธิว 9:9-13 2:13-17 5:27-32 
41. ผู้นำศาสนาถามพระเยซูเกี่ยวกับเรื่องการอดอาหาร 9:14-17 2:18-22 5:33-39 
42. พระเยซูทรงรักษาโรคที่สระน้ำ 5:1-18 
43. พระเยซูทรงประกาศตัวว่าเป็นพระบุตรของพระเจ้า 5:19-30 
44. บรรดาพยานของพระเยซู 5:31-47 
45. สาวกเด็ดรวงข้าวในวันสะบาโต 21:1-8 2:23-28 6:1-5 
46. พระเยซูทรงรักษาชายมือลีบในวันสะบาโต 12:9-14 3:1-6 6:6-11 
47. ฝูงชนติดตามพระเยซู 12:15-21 3:7-12 
48. พระเยซูทรงเลือกสาวก 12 คน 3:13-19 6:12-16 
49. พระเยซูทรงสอนเรื่อง ผู้เป็นสุข 5:1-12 6:17-26 
50. พระเยซูทรงสอนเรื่อง เกลือและความสว่าง 5:13-16 
51. พระเยซูทรงสอนเรื่อง ธรรมบัญญัติ 5:17-20 
52. พระเยซูทรงสอนเรื่อง ความโกรธ 5:21-26 
53. พระเยซูทรงสอนเรื่อง การล่วงประเวณี 5:27-30 
54. พระเยซูทรงสอนเรื่อง การหย่า 5:31-32 
55. พระเยซูทรงสอนเรื่อง การสาบาน 5:33-37 
56. พระเยซูทรงสอนเรื่อง การตอบแทน 5:38-42 
57. พระเยซูทรงสอนเรื่อง การรักศัตรู 5:43-48 6:27-36 
58. พระเยซูทรงสอนเรื่อง การทำทาน 6:1-4 
59. พระเยซูทรงสอนเรื่อง การอธิษฐาน 6:5-15 
60. พระเยซูทรงสอนเรื่อง การอดอาหาร 6:16-18 
61. พระเยซูทรงสอนเรื่อง เงินทอง 6:19-24 
62. พระเยซูทรงสอนเรื่อง ความวิตกกังวล 6:25-34 
63. พระเยซูทรงสอนเรื่อง การกล่าวโทษผู้อื่น 7:1-6 6:37-42 
64. พระเยซูทรงสอนเรื่อง การขอ เคาะ หา 7:7-12 
65. พระเยซูทรงสอนเรื่อง ประตูคับแคบ 7:13-14 
66. พระเยซูทรงสอนเรื่อง การรู้จักต้นไม้ด้วยผลของมัน 7:15-20 6:43-45 
67. พระเยซูทรงสอนเรื่อง รากฐานสองชนิด 7:21-29 6:46-49 
68. ความเชื่อของนายร้อย 8:5-13 7:1-10 
69. พระเยซูทรงเรียกบุตร ของแม่ม่ายที่นาอินให้เป็นขึ้น 7:11-17 
70. พระเยซูทรงตอบข้อสงสัยของยอห์น ผู้ให้บัพติสมา 11:1-19 7:18-35 
71. พระเยซูทรงสัญญาเรื่องการพักสงบฝ่ายวิญญาณ 11:20-30 
72. หญิงคนบาปชโลมพระบาทของพระเยซูด้วยน้ำมัน 7:36-50 
73. สตรีบางคนไปกับพระเยซู 8:1-3 
74. ผู้นศาสนากล่าวโทษว่าพระเยซู ใช้อำนาจของมารซาตาน 12:22-37 3:20-30 
75. ผู้นำศาสนาขอให้พระเยซู แสดงหมายสำคัญ 12:38-45 
76. พระเยซูทรงอธิบายถึงครอบครัวที่แท้จริงของพระองค์ 12:46-50 3:31-35 8:19-21 
77. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องดิน 4 ชนิด 13:1-9 4:1-9 8:4-8 
78. พระเยซูทรงอธิบายคำอุปมาเรื่องดิน 4 ชนิด 13:10-23 4:10-25 8:9-18 
79. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องเมล็ดพืชที่งอกขึ้น 4:26-29 
80. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องข้าวละมาน 13:24-30 
81. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องเมล็ดพืช 13:31-32 4:30-34 
82. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องเชื้อขนมปัง 13:33-35 
83. พระเยซูทรงอธิบายคำอุปมาเรื่องข้าวละมาน 13:36-43 
84. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ 13:44 
85. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องไข่มุกที่มีราคามาก 13:45-46 
86. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องอวน 13:47-52 
87. พระเยซูทรงห้ามพายุ 8:23-27 4:35-41 8:22-25 
88. พระเยซูทรงขับผีออกจากชาย ที่แดนกาดารา 8:28-34 5:1-20 8:26-39 
89. พระเยซูทรงรักษาหญิงโลหิตตก และชุบชีวิตเด็กผู้หญิง 9:18-26 5:21-43 8:40-56 
90. พระเยซูทรงรักษาคนใบ้ หูหนวก 9:27-34 
91. ชาวนาซาเร็ธหมางใจในะพระเยซู 13:53-58 6:1-6 
92. พระเยซูทรงกระตุ้นให้สาวก อธิษฐานขอคนงานของพระเจ้า 9:35-38 
93. พระเยซูทรงส่งสาวก 12 คนออกประกาศ 10:1-16 6:7-13 9:1-6 
94. พระเยซูทรงเตรียมชีวิตสาวก สำหรับการข่มเหง 10:17-42 
95. เฮโรดประหารยอห์น ผู้ให้บัพติสมา 14:1-12 6:14-29 9:7-9 
96. พระเยซูทรงเลี้ยงคน 5,000 คน 14:13-21 6:30-44 9:10-17 6:1-15 
97. พระเยซูทรงดำเนินบนน้ำ 14:22-33 6:45-52 6:16-21 
98. พระเยซูทรงรักษาทุกคนที่สัมผัสพระองค์ 14:34-36 6:53-56 
99. พระเยซูทรงเป็นอาหารที่แท้จริงจากสวรรค์ 6:22-40 
100. พวกยิวไม่เห็นด้วย ว่าพระเยซูเป็นอาหารจากสวรรค์ 6:41-59 
101. สาวกจำนวนมากละทิ้งพระเยซู 6:60-71 
102. พระเยซูทรงสอนเรื่องความบริสุทธิ์ภายใน 15:1-20 7:1-23 
103. พระเยซูทรงขับผีออกจากลูกสาวหญิงคะนาอัน 15:21-28 7:24-30 
104. ประชาชนประหลาดใจในการรักษาโรคของพระเยซู 15:29-31 7:31-37 
105. พระเยซูทรงเลี้ยงคน 4,000 คน 15:32-39 8:1-10 
106. ผู้นำศาสนาขอให้พระเยซูสำแดงหมายสำคัญบนท้องฟ้า 16:1-4 8:11-13 
107. พระเยซูทรงกล่าวต่อต้านการสอนผิด 16:5-12 8:14-21 
108. พระเยซูทรงรักษาชายตาบอด 8:22-26 
109. เปโตรยอมรับว่า พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ 16:13-20 8:27-30 9:18-20 
110. พระเยซูทรงทำนายถึงมรณกรรมของพระองค์ (ครั้งแรก) 16:21-28 8:31-9:1 9:21-27 
111. พระเยซูทรงจำแลงพระกายบนภูเขา 17:1-13 9:2-13 9:28-36 
112. พระเยซูทรงรักษาเด็กที่ถูกผีเข้า 17:14-21 9:14-29 9:37-43 
113. พระเยซูทรงทำนายถึงมรณกรรมของพระองค์ (ครั้งที่2) 17:22-23 9:30-32 9:44-45 
114. เปโตรพบเหรียญในปากของปลา 17:24-27 
115. พวกสาวกโต้เถียงกันว่า ใครเป็นใหญ่ที่สุด 18:1-6 9:33-37 9:46-48 
116. พวกสาวกห้ามคนอื่นไม่ให้ใช้พระนามของพระเยซู 9:38-41 9:49-50 
117. พระเยซูทรงเตือนให้ระวังการล่อลวง 18:7-9 9:42-50 
118. พระเยซูทรงสอนให้อย่าดูหมิ่นผู้เล็กน้อย 18:10-14 
119. พระเยซูทรงสอนเรื่องการปฏิบัติต่อพี่น้องผู้กระทำผิด 18:15-20 
120. พระเยซูทรงกล่าวคำอุมาเรื่องทาส ผู้ไม่ยอมให้อภัย 18:21-35 
121. พวกน้อง ๆ ของพระเยซูไม่วางใจในพระองค์ 7:1-9 
122. พระเยซูทรงสอนเกี่ยวกับการเสียสละในการเป็นศิษย์ 8:18-22 9:51-62 
123. พระเยซูทรงสั่งสอนในบริเวณพระวิหารอย่างเปิดเผย 7:10-31 
124. ผู้นำศาสนาพยายามจับพระเยซู 7:32-52 
125. พระเยซูทรงยกโทษให้หญิงที่ถูกจับฐานล่วงประเวณี 7:53-8:11 
126. พระเยซูทรงเป็นความสว่างของโลก 8:12-20 
127. พระเยซูทรงเตือนถึงการพิพากษาที่จะมาถึง 8:21-30 
128. พระเยซูทรงกล่าวถึงการเป็นสาวกที่แท้จริงของพระเจ้า 8:31-47 
129. พระเยซูกล่าวว่าพระองค์ดำรงอยู่ชั่วนิจนิรันดร์ 8:48-59 
130. พระเยซูทรงส่งสาวก 72 คนออกไป 10:1-16 
131. สาวก 72 คนกลับมา 10:17-24 
132. พระเยซูกล่าวคำอุปมาเรื่องชาวสะมาเรียผู้ใจดี 10:25-37 
133. พระเยซูเสด็จเยี่ยมมารธาและมารีย์ 10:38-42 
134. พระเยซูทรงสอนสาวกเรื่องการอธิษฐาน 11:1-13 
135. พระเยซูทรงตอบโต้คำกล่าวหาที่ต่อต้านพระองค์ 11:14-28 
136. พระเยซูกล่าวเตือนเรื่องการไม่เชื่อ 11:29-32 
137. พระเยซูทรงสอนเรื่องความสว่างภายใน 11:33-36 
138. พระเยซูทรงกล่าวโทษพวกผู้นำศาสนา 11:37-54 
139. พระเยซูทรงกล่าวต่อต้านการหน้าซื่อใจคต 12:1-12 
140. พระเยซูทรงกล่าวคำอปมาเรื่องเศรษฐีโง่ 12:13-21 
141. พระเยซูทรงเตือนเรื่องความวิตกกังวล 12:22-34 
142. พระเยซูทรงเตือนเรื่องการเตรียมตัวรับการเสด็จมา 12:35-48 
143. พระเยซูทรงเตือนเรื่องการแตกแยก 12:49-53 
144. พระเยซูทรงให้สังเกตความหมายของยุค 12:54-59 
145. พระเยซูทรงเรียกให้คนกลับใจใหม่ 13:1-9 
146. พระเยซูทรงรักษาหญิงหลังโกง 13:10-17 
147. พระเยซูทรงสอนเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า 13:18-21 
148. พระเยซูทรงรักษาชายตาบอดแต่กำเนิด 9:1-12 
149. พวกฟาริสีสอบสวนเรื่องการรักษาคนตาบอด 9:13-34 
150. พระเยซูสอนเรื่องความบอดของวิญญาณจิต 9:35-41 
151. พระเยซูทรงเป็นผู้เลี้ยงดูแลที่ดี 10:1-21 
152. พวกยิวมาห้อมล้อมพระเยซูที่พระวิหาร 10:22-42 
153. พระเยซูทรงสอนเรื่องการเข้าแผ่นดินสวรรค์ 13:22-30 
154. พระเยซูทรงคร่ำครวญเพราะกรุงเยรูซาเล็ม 13:231-35 
155. พระเยซูทรงรักษาชายที่เป็นโรคมานน้ำ 14:1-6 
156. พระเยซูทรงสอนเรื่องการแสวงหาเกียรติ 14:7-14 
157. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องการเลี้ยงใหญ่ 14:15-24 
158. พระเยซูทรงสอนเรื่องความเสียสละในการเป็นศิษย์ 14:25-35 
159. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องแกะหาย 15:1-7 
160. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องเงินเหรียญหาย 15:8-10 
161. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องบุตรหายไป 15:11-32 
162. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องคนต้นเรือนอสัตย์ 16:1-18 
163. พระเยซูทรงเล่าเรื่องเศรษฐีและขอทาน 16:19-31 
164. พระเยซูทรงเล่าเรื่องการให้อภัยและความเชื่อ 17:1-10 
165. มรณกรรมของลาซารัส 11:1-16 
166. พระเยซูทรงปลอบประโลมมารีย์และมารธา 11:17-37 
167. พระเยซูทรงเรียกลาซารัสให้เป็นขึ้นจากความตาย 11:38-44 
168. พวกมหาปุโรหิตปองร้ายพระเยซู 11:45-57 
169. พระเยซูทรงรักษาคนโรคเรื้อนสิบคน 17:11-19 
170. พระเยซูทรงสอนเรื่องการมาของแผ่นดินพระเจ้า 17:20-37 
171. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องหญิงแม่ม่ายและผู้พิพากษา 18:1-8 
172. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องชายสองคนที่อธิษฐาน 18:9-14 
173. พระเยซูทรงตรัสสอนเรื่องการแต่งงานกับการหย่าร้าง 19:1-12 10:1-12 
174. พระเยซูทรงอวยพระพรเด็กเล็ก ๆ 19:13-15 10:13-16 18:15-17 
175. พระเยซูทรงตรัสกับเศรษฐีหนุ่ม 19:16-30 10:17-31 18:18-30 
176. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องคนทำงานในสวนองุ่น 20:1-16 
177. พระเยซูทรงพยากรณ์ถึงการสิ้นพระชนม์เป็นครั้งที่สาม 20:17-19 10:32-34 18:31-34 
178. พระเยซูทรงสอนเรื่องการปรนนิบัติผู้อื่น 20:20-28 10:35-45 
179. พระเยซูทรงรักษาขอทานตาบอด 20:29-34 10:46-52 18:35-43 
180. พระเยซูทรงนำความรอดมาสู่ครัวเรือนของศักเคียส 19:1-10 
181. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องเงินสิบมินา 19:11-27 
182. ผู้หญิงคนหนึ่งชโลมพระเยซูด้วยน้ำหอม 26:6-13 14:3-9 12:1-11 
183. พระเยซูทรงเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มอย่างผู้พิชิต 21:1-11 11:1-11 19:28-44 12:12-19 
184. พระเยซูทรงชำระพระวิหาร อีกครั้ง 21:12-17 11:12-19 19:45-48 
185. พระเยซูทรงอธิบายถึงสาเหตุที่พระองค์ต้องสิ้นพระชนม์ 12:20-36 
186. ประชาชนส่วนมากไม่เชื่อในพระเยซู 12:37-43 
187. พระเยซูทรงสรุปคำสอนของพระองค์ 12:44-50 
188. พระเยซูทรงสาปต้นมะเดื่อ 21:18-22 11:20-26 
189. ผู้นำศาสนาท้าทายสิทธิอำนาจของพระเยซู 21:23-27 11:27-33 20:1-8 
190. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องบุตรสองคน 21:28-32 
191. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องสวนองุ่นและคนเช่า 21:33-46 12:1-12 20:9-19 
192. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องการเลี้ยงในพิธีอภิเษกมเหสี 22:1-14 
193. ผู้นำศาสนาถามพระเยซูเกี่ยวกับเรื่องการเสียภาษี 22:15-22 12:13-17 20:20-26 
194. ผู้นำศาสนาถามพระเยซูเรื่องการคืนชีพ 22:23-33 12:18-27 20:27-40 
195. ผู้นำศาสนาถามพระเยซูเรื่องพระบัญญัติข้อใหญ่ 22:34-40 12:28-34 
196. พวกฟาริสีไม่สามารถตอบคำถามของพระเยซู 22:41-46 12:35-37 20:41-44 
197. พระเยซูทรงกล่าวเตือนพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี 23:1-12 12:38-40 20:45-47 
198. พระเยซูทรงกล่าวโทษพวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี 23:13-36 
199. พระเยซูทรงคร่ำครวญเพราะกรุงเยรูซาเล็มอีก 23:37-39 
200. การถวายทรัพย์ของหญิงม่าย 12:41-44 21:1-4 
201. พระเยซูทรงทำนายถึงอนาคต 24:1-25 13:1-23 21:5-24 
202. พระเยซูทรงทำนายถึงการเสด็จกลับมาของพระองค์ 24:26-35 13:24-31 21:25-33 
203. พระเยซูทรงกล่าวเรื่องการเฝ้าระวังอยู่ 24:36-51 13:32-37 21:34-38 
204. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องสาวพรหมจารีสิบคน 25:1-13 
205. พระเยซูทรงกล่าวคำอุปมาเรื่องเงินตะลันต์ 25:14-30 
206. พระเยซูทรงพูดถึงการพิพาษาประชาชาติทั้งหลาย 25:31-46 

III. การสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์ 

207. ผู้นำศาสนาวางแผนที่จะปองร้ายพระเยซู 26:1-5 14:1-2 22:1-2 
208. ยูดาสตกลงที่จะทรยศพระเยซู 26:14-16 14:10-11 22:3-6 
209. สาวกจัดเตรียมปัสกา 26:17-19 14:12-16 22:7-13 
210. พระเยซูทรงล้างเท้าพวกสาวก 13:1-20 
211. พระเยซูทรงรับประทานปัสกากับอัตรทูต 26:20-30 14:17-26 22:14-30 13:21-30 
212. พระเยซูทรงทำนายถึงการที่เปโตรจะปฎิเสธพระองค์ 22:31-38 13:31-38 
213. พระเยซูทรงเป็นทางไปสู่พระบิดา 14:1-14 
214. พระเยซูทรงสัญญาจะประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ 14:15-31 
215. พระเยซูทรงสอนเรื่องเถาองุ่นและแขนง 15:1-17 
216. พระเยซูทรงเตือนเรื่องความเกลียดชังของโลก 15:18-16:4 
217. พระเยซูทรงสอนเรื่องงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ 16:5-15 
218. พระเยซูทรงสอนเรื่องการอธิษฐานในนามพระองค์ 16:16-33 
219. พระเยซูทรงอธิษฐานเพื่อพระองค์เอง 17:1-5 
220. พระเยซูทรงอธิษฐานเพื่อสาวกของพระองค์ 17:6-19 
221. พระเยซูทรงอธิษฐานเพื่อผู้ที่จะมาเชื่อพระองค์ 17:20-26 
222. พระเยซูทรงทำนายถึงการที่เปโตรจะปฎิเสธพระองค์อีก 26:31-35 14:27-31 
223. พระเยซูทรงทนทุกข์ในสวน 26:36-46 14:32-42 22:39-46 
224. พระเยซูทรงถูกทรยศและจับกุม 26:47-56 14:43-52 22:47-53 18:1-11 
225. อันนาสสอบสวนพระเยซู 18:12-24 
226. คายาฟาสอบสวนพระเยซู 26:57-68 14:53-65 
227. เปโตรปฏิเสธไม่รู้จักพระเยซู 26:69-75 14:66-72 22:54-65 18:25-27 
228. สภากล่าวหาพระเยซู 27:1-2 15:1 22:66-71 
229. ยูดาสฆ่าตัวตาย 27:3-10 
230. พระเยซูทรงยืนอยู่ต่อหน้าปีลาต 27:11-14 15:2-5 23:1-5 18:28-37 
231. พระเยซูทรงยืนอยู่ต่อหน้าเฮโรด 23:6-12 
232. ปีลาตมอบพระเยซูให้เขาตรึงกางเขน 27:15-26 15:6-15 23:13-25 18:38-19:16 
233. ทหารโรมันเยาะเย้ยพระเยซู 27:27-31 15:16-20 
234. พระเยซูทรงถูกนำไปตรึงที่กางเขน 27:32-34 15:21-24 23:26-31 
235. พระเยซูทรงถูกตรึงที่กางเขน 27:35-44 15:25-32 23:32-43 19:18-27 
236. พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์บนกางเขน 27:45-56 15:33-41 23:44-49 19:28-37 
237. พระเยซูทรงถูกฝังที่อุโมงค์ 27:57-61 15:42-47 23:50-56 19:38-42 
238. ทหารยามเฝ้าอยู่ที่อุโมงค์ 27:62-66 
239. พระเยซูทรงฟื้นคืนพระชนม์ 28:1-7 16:1-8 24:1-12 20:1-9 
240. พระเยซูทรงปรากฎพระองค์แก่มารีย์ชาวมักดาลา 16:9-11 20:10-18 
241. พระเยซูทรงปรากฎพระองค์แก่ผู้หญิงคนอื่น ๆ 28:8-10 
242. พวกมหาปุโรหิตติดสินบนพวกทหาร 28:11-15 
243. พระเยซูทรงปรากฎตัวแก่ศิษย์สองคนขณะกำลังเดินทาง 16:12-13 24:13-35 
244. พระเยซูทรงปรากฎตัวแก่เหล่าสาวกที่ชุมนุมกันในห้อง 24:36-43 20:19-23 
245. พระเยซูทรงปรากฎตัวแก่เหล่าสาวกรวมทั้งโธมัส 16:14 20:24-31 
246. พระเยซูทรงปรากฎตัวแก่สาวกขณะกำลังจับปลา 21:1-14 
247. พระเยซูทรงตรัสกับเปโตร 21:15-25 
248. พระเยซูทรงให้พระมหาบัญชา 28:16-20 16:15-18 
249. พระเยซูทรงปรากฎตัวต่อเหล่าสาวกที่กรุงเยรูซาเล็ม 24:44-49 
250. พระเยซูทรงเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ 16:19-20 24:50-53 


แปลจาก : Life Application Bible ของ Tyndale & Zondervan ,1991.


ชีวิตคุณขับเคลื่อนด้วยอะไร

 


ชีวิตคุณขับเคลื่อนด้วยอะไร 
คัดย่อบางส่วนจาก หนังสือชีวิตที่เคลื่อนด้วยวัตถุประสงค์ ลองมาดูกันว่าชีวิตคุณใช้อะไรเป็นตัวขับเคลื่อนกันแน่ 


* คนจำนวนมากขับเคลื่อนชีวิตด้วยความรู้สึกผิด

พวกเขาใช้ชีวิตวิ่งหนีความเสียใจ และปกปิดความอายไว้ คนที่ถูกความรู้สึกผิดผลักดันจะถูกความทรงจำควบคุม ยินยอมให้อดีตบงการอนาคต และมักจะลงโทษตัวเองโดยไม่รู้ตัว ด้วยการทำลายโอกาสความสำเร็จของตนเอง

เราเป็นผลผลิตของอดีตแต่ไม่จำเป็นต้องเป็นนักโทษของมัน พระประสงค์ของพระเจ้าไม่ได้ถูกจำกัดโดยอดีตของคุณ พระองค์เปลี่ยนฆาตกรนามว่าโมเสสให้เป็นผู้นำ และเปลี่ยนชายขี้ขาดชื่อ กิเดโอน ให้เป็นวีรบุรุษผู้กล้าหาญ ... พระองค์ก็เปลี่ยนคุณได้เช่นเดียวกัน



* คนจำนวนมากขับเคลื่อนชีวิตด้วยความแค้นและความโกรธ

พวกเขากำความเจ็บปวดไว้และไม่ยอมลืมมัน แทนที่จะปลดปล่อยความเจ็บปวดด้วยการยกโทษ พวกเขากลับทบทวนมันในความคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางคนเก็บความแค้นไว้ภายในจนเก็บกด บางคนระเบิดมันออกมาใส่คนอื่น

คนที่ทำให้คุณเจ็บปวดในอดีตไม่สามารถทำให้คุณเจ็บปวดในปัจจุบันได้ อดีตก็คืออดีต กำมันไว้ก็รังแต่จะทำร้ายตัวเองด้วยความขมขื่น ดังนั้นจงเรียนรู้และลืมมันซะ 

โยบ 5:2 "แน่ละ ความร้อนใจฆ่าคนโฉด และความริษยาฆ่าคนเขลา"



* คนจำนวนมากขับเคลื่อนชีวิตด้วยความกลัว

คนที่ถูกความกลัวผลักดันมักจะพลาดโอกาสสำคัญๆ เพราะกลัวความเสี่ยง เขาเลือกที่จะปลอดภัยไว้ก่อน และรักษาสิ่งต่างๆไว้ในสภาพเดิมๆ

ความกลัวคือคุกที่สร้างไว้ขังตนเอง ซึ่งจะขัดขวางคุณไม่ให้เป็นอย่างที่พระเจ้าประสงค์ให้คุณเป็น คุณต้องสู้กับมันด้วยอาวุธแห่งความเชื่อและความรัก



* คนจำนวนมากขับเคลื่อนชีวิตด้วยวัตถุนิยม

ความปรารถนาที่จะมีสิ่งของได้กลายเป็นเป้าหมายทั้งหมดของชีวิต แรงผลักดันที่อยากจะมีสิ่งต่างๆมากขึ้นเรื่อยๆ จนเข้าใจผิดว่ามีมากขึ้นจะทำให้มีความสุข เป็นคนสำคัญ และมั่นคงยิ่งขึ้น

ความจริงก็คือ คุณค่าของคุณไม่ได้ถูกกำหนดโดยของมีค่าที่คุณมี ความมั่งมีสามารถสูญไปในทันทีด้วยปัจจัยหลากหลายที่ควบคุมไม่ได้ 



* คนจำนวนมากขับเคลื่อนชีวิตด้วยความความต้องการเป็นที่ยอมรับ

พวกเขายอมให้ความคาดหวังของพ่อแม่ คู่ครอง ลูก ครูอาจารย์ เจ้านาย ลูกน้อง หรือเพื่อนๆ ควบคุมชีวิตเค้า บางคนถูกกดดันจากเพื่อนๆ และกังวลอยู่เสมอว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร 

น่าเสียดาย เพราะคนที่ทำตามฝูงชนมักจะสูญเสียความเป็นตัวเองไป เคล็ดลับของการล้มเหลวประการหนึ่งคือการพยายามทำให้ทุกคนพอใจ


การถูกความคิดเห็นของคนอื่นควบคุมคือวิธีการอันแน่นอนที่จะพลาดจากพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับชีวิตคุณ

(บทความจาก gracezone กระชับและน่าสนใจดีครับ)

ทัศนะเรื่อง “สี” ในมุมมองคริสเตียน

 

ในช่วงนี้กระแส เรื่องสีกำลังร้อนแรงในสังคมไทย สร้างบรรยากาศความแตกแยกอย่างที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น เราได้เห็นคนไทยด้วยกันต้องมาทะเลาะและเข่นฆ่ากันเอง คงเห็นแล้วว่ากระแสเรื่อง "สี" ได้แพร่ลุกลามออกไปอย่างกว้างขวาง ทั่วทั้งประเทศในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้เกิดบรรยากาศแบ่งกลุ่ม แบ่งข้าง แบ่งสี ดูแล้วน่าห่วงใยยิ่ง ไม่รู้ว่าบ้านเมืองเราจะเป็นอย่างไรต่อไป 


สิ่งที่อยากจะพูดในบทความนี้คงเป็นเรื่องผลกระทบของกระแสเรื่อง "สี" เพราะ เป็นที่ทราบกันดีว่าในสังคมเรานั้นไม่ว่าจะมีกระแสเรื่องอะไรเกิดขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อคนในสังคมเสมอ นั่นคือการรับอิทธิพล รับกระแส..!!!  และคริสเตียนเองก็ได้รับผลกระทบจากกระแสดังกล่าวไปด้วย ดังที่ปรากฏออกมาบ้างแล้ว คือบางคนที่ชอบเสื้อสีหนึ่งสีใดก็จะมีใจร่วมกับสีนั้น คอยเชียร์ คอยลุ้น แต่พอเห็นว่ามีใครอื่นหรือพี่น้องในความเชื่อคนอื่นที่ชอบไม่ตรงกับตนเอง และมีการพูดไม่สนับสนุนกับที่ตนชอบ กลายเป็นมีปัญหากันในชุมชนผู้เชื่อ และนำพาไปสู่บรรยากาศความแตกแยกในชุมชนผู้เชื่อ ในที่สุดชุมชนผู้เชื่อหรือคริสตจักรก็จะไม่ต่างกันคนทั่วไป คือเต็มไปด้วยความแตกแยก ขาดบรรยากาศแห่งความรัก

เรื่อง "ความรัก" เป็นหลักการใหญ่ของพระเจ้า (1คร.13:13, มก.12:30-31)  การกระทำสิ่งใดๆ ที่ขัดต่อหลักการเรื่องความรักเราไม่อาจทำได้เลย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เพราะนั่นเท่ากับเป็นการทำลายหลักการสำคัญของพระเจ้า ดังนั้นการกระทำใดๆ ที่นำไปสู่ความแตกแยก ขาดความเป็นเอกภาพในพระกาย จึงเป็นเรื่องต้องห้ามในคริสตจักรและถือเป็นเรื่องร้ายแรงมาก เราจะเห็นสิ่งนี้ปรากฏในพระคัมภีร์เสมอ เช่นตัวอย่างที่ อ.เปาโล เขียนจดหมายไปเตือนพี่น้องผู้เชื่อด้วยความรู้สึกที่รุนแรง เมื่อเห็นว่าในคริสตจักรมีการแตกแยกกัน (1คร.1:10, กท.5:19-21)  เรื่องนี้พี่น้องบางคนที่ไม่เข้าใจ หรืออาจจะขาดการตระหนัก ก็ขอเตือนไว้ด้วยโฮปดีว่า ระวังให้ดี !!! ไม่เช่นนั้นมารจะไม่ใช้เรื่อง "สี" หรืออาจจะเรื่องอื่นๆ เป็นเครื่องมือทำลายแผนการของพระเจ้าได้

คริสเตียนเราควรจะมองเรื่อง "สี" อย่างไรให้สอดคล้องกับหลักการของพระเจ้า...

อยากจะบอกพี่น้องว่า ถ้าเรามีกรอบหลักการของพระเจ้าในใจ เราก็จะมองเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนความเข้าใจได้อย่างสอดคล้องกับพระวจนะ และช่วยป้องกันเราไม่ให้กระทำสิ่งต่างๆ ผิดพลาดได้


อย่างกรณีเรื่อง “สี”... 
เราต้องเข้าใจความจริงว่ามนุษย์เป็นคนบาป ไม่มีใครสมบูรณ์ ยิ่งถ้าคนไม่เชื่อก็ยิ่งมีข้อบกพร่องมาก ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นสีอะไรก็จะมีสองด้านเสมอ คือ “ด้านดี” ที่ยังพอใช้ได้อยู่ และอีกด้านหนึ่งคือ “ด้านไม่ดี” ที่ใช่ไม่ได้ไม่ถูกต้องเลย เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็จะต้องเข้าใจความจริงว่า ไม่มีสีไหนดีและถูกต้องไปทั้งหมด และไม่มีสีไหนที่เลวผิดไปทั้งหมด ดังนั้นถ้าจำเป็นที่เราจะต้องทำงานอะไร ร่วมกับใคร สีไหน ก็คงหนีไม่พ้นดังกล่าวนี้  คริสเตียนจึงไม่ควรแสดงท่าทีลักษณะว่า เราชื่นชอบสีนี้ ก็ขอเชียร์สีนี้ ส่วนสีอื่นที่ไม่ชอบเราก็มีใจอคติกับสีนั้น เพราะการคิดเช่นนี้ไม่สอดคล้องกับหลักดังกล่าว 

สิ่งที่ถูกต้องคืออะไร ? 
คือ เราเห็นด้วยกับทุกสีในเรื่องที่เขาทำถูกต้อง และ เราก็ไม่เห็นด้วยกับทุกสีในเรื่องที่เขาทำไม่ถูกต้อง นี่คือหลักคิดสำคัญที่พระคัมภีร์ 1โครินธ์ 5:10 สอนเราในเรื่องการดำเนินชีวิตร่วมกับคนในโลกนี้ และถือเป็นหลักสำคัญที่คริสเตียนจะต้องใช้เพื่อการอยู่ร่วมกับคนทั่วไปที่ ยังไม่เชื่อ

เรื่องนี้จึงขอสรุปดังนี้ว่า เราต้องไม่ตัดสินเรื่องนี้เพียงเพราะว่า "ชอบ" หรือ "ไม่ชอบ"  เพราะ "สี" มันก็เป็นกลางในความเป็นสี

ขอย้ำว่าไม่มีสีไหนดีกว่าสีไหน และไม่มีสีไหนเลวกว่าสีไหน

ในเมื่อสังคมแบ่งออกเป็นสีๆ อย่างนี้ คริสเตียนเราก็ยังต้องปฏิสัมพันธ์และทำงานร่วมกับสีต่างๆ  สิ่งสำคัญอยู่ที่เราต้องรู้จักแยกแยะให้เป็นว่า สิ่งไหนดีถูกต้องเราก็เห็นด้วยในความถูกต้องของเขา  แต่ถ้าสิ่งไหนไม่ถูกต้องเราก็ต้องไม่เห็นด้วยจริงๆ กับสิ่งนั้น  

บทความดีจาก : วาทะ ปัญญาจารย์

บทความ อื่นๆ ...

ชมรมเสริมทักษะ

มานาประจำวัน

Worship HOPE

Open in new window

Map Link

จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 327851
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday29
mod_vvisit_counterYesterday161
mod_vvisit_counterThis week738
mod_vvisit_counterLast week826
mod_vvisit_counterThis month2270
mod_vvisit_counterLast month5645
mod_vvisit_counterAll days561555

We have: 1 guests online
Your IP: 23.23.57.144
 , 
Today: ธ.ค. 19, 2014