คริสตจักร

คำพยานชีิวิต คุณกอบชัย จิราธิวัฒน์ ผู้จัดการเซ็นทรัล

 

คุณกอบชัย จิราธิวัฒน์กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)

อะไร คือคำตอบของชีวิต ผมอาจมีทัศนะที่แตกต่างไปจากเดิม ผมเกิดในครอบครัวเชื้อสายจีนครอบครัวใหญ่ ซึ่งเป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สมัยที่ผมเป็นเด็ก ผมเห็นญาติพี่น้องของผมทำงานหามรุ่งหามค่ำด้วยความวิริยะอุตสาหะเพื่อสร้าง ธุรกิจห้างสรรพสินค้า พวกเราทุกคนเชื่อว่าความมั่นคั่งทางเศรษฐกิจเท่านั้น คือคำตอบของชีวิต

ถึงแม้ครอบครัวของผม จะประสบความสำเร็จด้านการเงิน แต่ผมสังเกตเห็นปัญหาต่าง ๆ ตามมาด้วย การมุ่งมั่นสร้างธุรกิจไม่ได้นำความสุขสมบูรณ์มาให้อย่างที่เราคาดหวังไว้ตั้งแต่ต้น มันนำความเครียด ความกังวล และความทุกข์ใจมาสู่ชีวิตของทุกคนในครอบครัวด้วย ผมจึงเริ่มคิดว่าความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ คงไม่ใช่คำตอบของชีวิตเป็นแน่

เมื่อสมัยผมเป็นนิสิตปี 3 ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลับ ผมได้พบเพื่อนเก่าคนหนึ่งที่เพิ่งเรียนจบกลับมาจากต่างประเทศ เขาชวนผมและเพื่อน ๆ อีกสองสามคนไปที่บ้านช่วงปิดภาคเรียน เรานั่งคุยกันเรื่องพระเจ้าตลอดทั้งคืน เขาบอกผมว่า พระเจ้าทรงส่งพระเยซูคริสต์ พระบุตรองค์เดียวของพระองค์มาตายบนไม้กางเขน เพื่อไถ่โทษความผิดบาปของเรา และหลังจากนั้นสามวัน พระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย

คำอธิบายของเพื่อนประทับใจผมมาก แต่ผมยังลังเลไม่กล้าตัดสินใจ ต้อนรับพระเยซูคริสต์ในเวลานั้น เพราะผมยังยึดติดกับค่านิยมที่เห็นแก่ตัวบางอย่าง หลายปีต่อมาเมื่อผมอายุได้ยี่สิบแปด ผมเริ่มตระหนักว่า ผมไม่สามารถหนีความจริงเรื่องพระเจ้าได้อีกต่อไป ในที่สุดผมจึงตัดสินใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เข้ามาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดในชีวิตของผม

หลังจากนั้นวิถีชีวิตของผมก็ค่อยๆเปลี่ยน อย่างไรก็ตามมีช่วงหนึ่งที่ผมยังยึดติดกับความสำเร็จทางธุรกิจ และคิดว่ามัน คือ เป้าหมายสูงสุดและเป็นคำตอบของชีวิต ผมจึงมุ่งมั่นทำงานสร้างฐานะด้วยความหยิ่งทรนง และรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองอย่างมาก ผมเริ่มมีปัญหาขัดแย้งกับผู้คนในบริษัทมากขึ้น จนในที่สุดต้องออกจากงาน

สิ่งที่ได้สอนบทเรียนชีวิตให้กับผมอย่างมาก การตกงานทำให้ผมตระหนักว่า แท้ที่จริง ต้นเหตุของปัญหาทั้งหมดอยู่ที่ตัวของผมเอง ผมไม่ได้ดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้าและหลงไปจากทางของพระองค์ ผมจึงอธิษฐานสารภาพบาปและสัญญากับพระเจ้าว่า ต่อแต่นี้ไปผมจะทำงานทุกอย่างตามพระประสงค์ของพระองค์

หลังจากนั้นสองสามเดือน ผมได้รับอนุญาตให้กลับไปทำงานในธุรกิจของครอบครัวอีก แม้ต้องเริ่มต้นใหม่ในตำแหน่งเล็ก ๆ ที่ไม่สลักสำคัญ แต่ผมก็ตั้งใจทำด้วยความถ่อมใจ  กาลเวลาผ่านไป  ผมได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเรื่อย ๆ  จนในที่สุดได้เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทในเครือ ผมเชื่อว่าพระเจ้าทรงเมตตาและให้เกียรติผมมาก เดี๋ยวนี้ผมรู้แล้วว่าเงินทองไม่ใช่คำตอบของชีวิต ... พระเจ้าคือคำตอบที่แท้จริง

ที่มา: หนังสือพลังชีวิต

คำพยานชีิวิต คุณบอย โกสิยพงษ์

 

คำพยานชีวิต บอย โกสิยพงษ์

ผม เขียนเพลงไม่ออกมา 6 ปี เขียนเพลงแบบไม่มีความสุขมากขึ้นๆ ทุกวันิ นั่นคือบทสนทนาประโยคแรกของ "บอย โกสิยพงศ์" เจ้าของเพลง "ฤดูที่แตกต่าง" หลังจากที่ชายหนุ่มผู้นี้ ไม่ออกอัลบั้มเดี่ยวของตัวเองมานานถึง 6 ปีเต็ม หลายคนสงสัยว่านักแต่งเพลง ระดับนึกจะเขียนก็เขียนกันได้ทุกที่ทุกเวลา อย่างเขานั้น ทำไมต้องทิ้งระยะนานขนาดนั้นสำหรับอัลบั้มเพลงส่วนตัว

ปัญหา ของผมก็คือ เมื่อสมัยแรกที่เราเริ่มต้นอาชีพนี้ ผมเขียนเพลงด้วยหัวใจ แต่เมื่อเราทำมันจนเป็นอาชีพแล้ว มันกลับกลายเป็นเรื่องเคยชิน เหมือนงานรูทีนที่เราจะรู้ว่าเขียนออกมาแบบนี้แล้วโดน เป็นรูปแบบที่ตายตัว ซึ่งผมสรุปได้ว่าผมเขียนเพลงโดยใช้สมองมากกว่าหัวใจ

บอยบอกว่า เขามีนามปากกาสำหรับเขียนเพลงอยู่ตั้ง 7 ชื่อ เริ่มไล่ไปตั้งแต่เพลงที่เขียนส่งๆไปงั้น ไปจนกระทั่งเพลงที่ตัวเองชอบ นามปากกานี่แตกต่าง ถ้าใช้ชื่อจริงเพลงนั้นจะเป็นเพลงที่เรารู้สึกชอบมัน แต่ถ้าไม่ใช่ซึ่งต้องขอสงวนนามเอาไว้หน่อย อันนั้นก็จะรู้สึกว่าทำเป็นหน้าที่ทำตามแพทเทิร์นของ เรา ไว้ ทีนี้พอมาทำอัลบั้มของตัวเอง มันก็เลยแย่ เพราะเราชักรู้สึกขัดแย้งในตัวเอง เพราะเรารู้ว่าหลายอย่างมันเฟค พอเขียนหน่อยก็ต้องหยุด ชักเครียดขึ้นมา ก็ต้องหยุดิ ็ยิ่งมีคนถามมากๆ ว่าจะออกเมื่อไหร่ ผมก็ต้องผลัดไปเรื่อยเกรงใจเขาเหมือนกัน แต่มันทำให้ผมเครียดมาก เพราะมันไม่อยากจะทำ

อัลบั้มที่สองของบอยนั้นไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เกร็งด้วยหรือเปล่า ?
็ ก็มีส่วนนะครับ จริงๆ อัลบั้มนั้นผมว่า มันก็ดี แต่เราตั้งใจมากไป เราอยากจะ ็โชว์ิทุกอย่าง ทีนี้เราก็เลยเอามันทุกอย่าง หลายคนบอกว่ามันดัดจริตไอ้นั่นก็ใช่ เพราะเราตั้งใจใส่มากไง เพราะฉะนั้นเมื่อมาถึงอัลบั้มนี้มันก็เลยขัดๆกันอยู่
ในตัวเองมากๆ เราเองก็ไม่รู้จะทำยังไง

แล้วคิดตกในเรื่องนี้ได้อย่างไร ?
็ช่วงที่ผ่านมามีสองเหตุการณ์ในชีวิตที่ทำให้ผมคิดตก อย่างแรกก็คือ เรื่องของคุณพ่อที่เสีย (เงียบไปครู่หนึ่ง) เพราะอันนั้นมันเป็นแรงกระแทกอย่างแรงของเรามาก เพราะชีวิตผมนี้ได้มากที่สุดก็จากพ่อ เมื่อพ่อตายเราก็นิ่งเลย มีบางวันที่ผมนอนไม่กินอะไรเลย ผมนอนนิ่งๆ อยู่แบบไม่ทานอะไรเลย ไม่ทำอะไรเลยเกือบอาทิตย์ ภรรยาของผมเขาก็ร้องไห้ บอกว่าเราทำแบบนี้เขาเป็นทุกข์มาก อย่างน้อยลุกขึ้นมาแสดงให้เห็นว่ายังมีชีวิตอยู่หน่อยก็ยังดี ผมเห็นเธอร้องไห้ก็เริ่มคิด ก็มานั่งนึกว่าถ้าเราทำแบบนี้พ่อก็คงเสียใจ คนที่อยู่ก็เสียใจ เพราะฉะนั้นเราต้องยอมรับความจริงว่ามันได้เกิดขึ้นมาแล้ว...""ก็นึกถึงคำ พูดของพ่อที่ท่านสอนผมเอาไว้ก่อนว่า เราต้องเรียนรู้สติของเราให้ทัน เตรียมพร้อมตัวเอง เพื่อรับสิ่งที่มันจะมาหาเรารู้จักมันอย่าให้อารมณ์มา ครอบงำ พ่อบอกว่าชีวิตของคนเราอยู่กับสิ่งที่เป็นอยู่ เราไม่ได้อยู่กับความฝัน และทำตรงนั้นให้ดีที่สุด

เมื่อภรรยาผมพูด แบบนั้น ผมยอมรับว่าผมได้คิด วันนั้นผมก็เลยลุกขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง อีกเหตุการณ์หนึ่งเหมือนเรื่อง มหัศจรรย์ครับ ผมไม่แน่ใจว่าเราจะเรียกว่าพระเจ้าหรืออะไร แต่เมื่อผมเครียดมากเพื่อนฝรั่งคน หนึ่งบอกผมว่า เฮ้ ยูเอาไบเบิ้ลไปอ่านดูซิ เขาก็ส่งมาให้ผม ผมนั่งอ่านก็ไปเจออยู่หน้าหนึ่ง เขาบอกว่า คนเรานั้นถ้าทำตามหัวใจจะดี กว่า ผมก็มานั่งนึกถึงตัวเองว่าที่ผ่านมา เราทำอะไรก็ตามเราคิดใช้สมองนำ ไอ้การทำงานโดยมีพื้นฐานของหัวใจแบบที่เคยเป็นนั้นมันหายไปหมด ผมก็เลยบอกกับตัวเองว่า ลืมมันเหอะไอ้สมองเนี่ย ทำอย่างที่หัวใจเราอยากให้เป็นดีกว่า นั่นคือ ทำด้วยความรัก เรา ไม่ต้องไปนึกถึงโจทย์ทางการตลาดหรืออะไรทั้งนั้น ไม่ต้องไปนึกว่า เขียนแบบนี้แล้วจะมีคนฟังหรือไม่ หรือเขียนแล้วมันจะไป โดนกลุ่มคนฟังกลุ่มไหน ผมบอกกับตัวเองว่าเราจะกลับไปทำงานให้สนุกอีกครั้ง ใช้หัวใจนำหน้าครับ

็ใครจะว่าผมบ้าก็ได้ แต่ผมเชื่อว่าบางทีใบเบิ้ล ที่เพื่อนเอามาให่อ่านอาจจะเป็นสาส์นที่พระเจ้า ต้องการบอกผมก็ได้ เพราะหลังจากนั้นผมไปพลิกดูหลายรอบ ผมหมายถึงผมอยากจะแนะนำให้คนอ่านตรงนี้บ้างผมกลับหาไม่เจอแล้ว ดูให้ละเอียดยังไงก็หาไม่เจอ ผมก็เลยคิดว่ามันเป็นเรื่องอัศจรรย์ ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นกับตัวผม เพราะฉะนั้นเพลงในชุดใหม่ ผมก็เลยทำงานด้วยความรู้สึกแบบที่พ่อสอนก็คือ ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เข้าใจสติของตนเอง ขณะเดียวกันผมก็ใช้หัวใจ ที่ผมคิดว่าผมละทิ้งมันไปนานเข้ามาเขียนเพลง

ผลจากการใช้หัวใจนำหน้าทำให้บอยบอกว่า เขาแต่งเพลงชนิดเหมือนคนบ้า เพราะเขียนไม่หยุด เขียนไปยิ้มไป เขียนขนาดที่ว่า มีเนื้อหาวัตถุดิบอยู่เป็นร้อยเลย ็เพราะฉะนั้นงานชุดนี้ถึงชื่อว่า Million Ways To Love Part1 ที่ต้องมีพาร์ตวันเนื่องจากภายในปีนี้ผมจะปล่อยภาคสองออกมา แล้วตลอดทั้งปีนี้ผมจะปล่อยซิงเกิ้ลในลักษณะพิเศษออกมาตลอด คือเพลงจะไม่เหมือนกับในอัลบั้มแน่นอน

บอยกล่าวว่า หลังจากนั้นเขาทำงานง่ายมากยิ่งขึ้น ไม่ยึดติดว่าตนเองจะเป็น ริทึ่ม แอนด์ บอยด์ เหมือนอย่างงานชุดแรก หรือ ต้องกลั่นให้เห็นว่าเขามีฝีมือแค่ไหนเช่นในงานชิ้นสอง แต่เป็นงานที่มีลักษณะสบายๆ แต่แน่นและเต็มไปด้วยความรู้สึก็บรรยากาศในเพลงมันจะแตกต่างกันทั้ง 12 เพลง เพราะผมไม่ยึดติดกับอะไร แต่ตั้งใจว่าจะให้คนที่ฟังๆ แล้วสบายใจ ตัวผมเองก็สบายใจ ไม่มีเกร็ง ซึ่งมันได้ผลนะครับ

เพราะทุกคนพอรู้ว่าไม่มีกรอบอะไรเลย เขาก็ทำกันชนิดที่เรียกว่ายอดเยี่ยม อย่างที่ผมไม่นึกมาก่อนอย่างเพลงแรกที่ เราตัดออกมาก็คือ ็ใคริ ซึ่ง ป็อด (โมเดิร์นด็อก) เขาร้อง คนจะแปลกใจ เพราะเขาร้องแบบสบายๆ กว่าทุกครั้งที่เคยร้องเพลง เพลงอย่าง ็ผมแอบชอบคุณอยู่ิ ก็เป็นเพลงลักษณะที่เรียกว่า ผมเกิดอารมณ์ขันก็เขียนขึ้นมา ปรากฏว่าคุณนภแกก็โชว์เต็มที่ในลีลาใหม่ หรืออย่างเพลง "Live And Learn"

ซึ่งเป็นเพลงที่ผมชอบมากๆ คือ แม่ของสุกี้กับน้อยคือคุณกมลา (สุโกศล) เป็นคนร้อง เพลงนี้อยากให้ฟังกัน เพราะเธอร้องแปลกมากคือร้องเพลงไทยด้วยสำเนียงบรอดเวย์ ผมบอกท่านว่าร้องไปเลยครับ ท่านก็ร้องลีลาท่าน มันออกมาดีนะครับ ผมฟังแล้วก็อิ่ม ฟังไปน้ำตาซึมเลยิ็คือเพลงนี้ เป็นเพลงที่ผมเขียนขึ้นจากคำสอนของพ่อก่อนที่ ท่านจะเสีย เนื้อเพลงทั้งหมดเป็นเพลงของพ่อผม ผมเองก็อยากจะบอกทุกคนเหมือนกันด้วยเนื้อหาสาระแบบเดียวกัน นั่นคือ ชีวิตคนเรามันก็เท่านั้น ถ้าเราเข้าใจตัวเรา ชีวิตก็มีความหมาย

คือประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ว่ามันจะสำเร็จหรือเปล่า แต่ถ้าเราทำแล้วเราทำมันเต็มที่ ทำมันให้ดีที่สุด ไม่หลอกตัวเอง ใช้หัวใจทำเข้าไป ผมเชื่อว่า มันจะมีความสุขมากๆ กับการมีชีวิตในโลกนี้ิ แต่ฟังดูเหมือนกับฤดูที่แตกต่างยังไงพิกล ? เราถามขึ้นมา็ (หัวเราะ) ใช่ครับ เขียนไปเขียนมาผมว่ามันก็คือ ภาคสองของ Seasons Change จะว่าตั้งใจก็คงใช่ ผมอยากจะให้คนฟัง ฤดูที่แตกต่างแล้วมาฟังเพลงนี้ เพราะมันจะครบถ้วนในความเป็นเพลงที่ตั้งใจเอาไว แต่ถึงแม้จะเป็นการทำงานที่สนุก แต่บอยก็ค้นพบว่าในความสนุกนั้นมันมีปัญหาอยู่ด้วยเช่นกัน

นั่นคือ เพลงแต่ละเพลงในชุดนี้มีความยาวเกิน 5 นาทีหมด และเป็นเรื่องที่บอยกล่าวว่า มันก็ช่วยไม่ได้...แต่เขาเชื่อว่า ถ้าคุณภาพของดนตรีหรือของเพลงมันมีอย่างเต็มร้อย โอกาสที่สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นปัญหาก็ย่อมจะน้อย ็อย่างเพลง Live And Learn นั้น ยาวมากเกินห้านาที เพราะเราปล่อยบราสเซคชั่นเต็มที่ หรืออย่างช่วงที่คุณกมลาแอดลิบ ตอนกลางเพลงนั้น ท่านปล่อยอารมณ์เต็มที่ คือฟังแล้วขนลุก เพราะฉะนั้นมันไปตัดไม่ได้ครับ เพราะมันสมบูรณ์ในตัวมันเองอยู่แล้ว ซึ่งตรงนี้ลำบากเพราะวิทยุบ้านเรานั้นถ้าเพลงมันเกิน 3 นาทีดีเจเขาอาจจะไม่เปิด

แต่ผมเชื่อว่าถ้าเผื่อเพลงมันดีเขาก็ไม่น่าจะละเลยมันิ บอยกล่าวด้วยว่า ด้วยพลังของพระเจ้า กับคำสอนของพ่อทำให้เขาตั้งใจจะทำงานออกมาให้แฟนๆ ฟังอย่างจุใจ อย่างตอนปลายปีนี้ก็จะมีงานภาคสองของชุดนี้ หรือ Million Ways To Love Part 2 ออกมาให้ฟังกันอีก เช่นเดียวกับซิงเกิ้ลพิเศษ ก็จะตัดออกมาเรื่อยๆ ซึ่งเพลงเหล่านั้นจะไม่ซ้ำกับเพลงในอัลบั้มอย่างที่เจ้าตัวบอก... พลังของพระเจ้านอกจากจะทำให้คนๆ หนึ่งได้ค้นพบหนทางของตัวเองแล้ว ครั้งนี้มันยังทำให้หัวใจของใครหลายๆ คนเปี่ยมล้นไปด้วยความรักและความสุข... หลายคนคงจะเอ่ยคำขอบคุณพระเจ้าออกมา อย่างแน่นอนหลังจากที่ได้เสพงานเพลง คุณภาพของผู้ชายคนนี้ ผู้ชายที่ชื่อ "บอย โกสิยพงศ์"

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 25 ก.พ. 2546

ทำไมต้อง O.K. ชื่อนี้มีที่มา

 





คนส่วนใหญ่ น้อยคนนักที่ไม่รู้จักคำว่า O.K. เรามักจะได้ยินคนพูดกันติดปาก ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ ไม่ว่าวัยใดก็ตามแต่ท่านทราบหรือไม่ว่า.. คำคำนี้มีที่มาอย่างไร ? 

จริง ๆ แล้วที่มาของคำนี้เป็นที่ถกเถียงกันมายาวนาน และยังไม่มีข้อสรุปอย่างแน่ชัด แต่หนึ่งในเรื่องราวที่นิยมกันคือเรื่องนี้

คำว่า O.K. มาจากคำเต็มว่า Oll Korrect  ซึ่งที่ถูกต้องคือ All Correct ( แปลว่า ถูกต้อง ) มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจจาก พ่อค้าชาวอเมริกันคนหนึ่ง มีฐานะ ตำแหน่งหน้าที่การงานสูง แต่การศึกษาน้อย ทุกครั้งที่เขาสั่งงานลงในใบสั่ง ถ้างานชิ้นใดถูกต้อง ตกลง และอนุมัติเขาจะ เขียนคำว่า Oll Korrect ลงในใบสั่งใบนั้นเสมอๆ 

ต่อมากิจการของพ่อค้าคนนี้ มีความเจริญก้าวหน้ามาก
งานที่ติดต่อมาก็มีมากขึ้น ใบสั่งงานก็มีมากมายล้นโต๊ะการที่เขาจะต้องเขียนคำ Oll Korrect ลงในใบสั่งทุกใบทำให้ต้องใช้เวลามาก 
เขาจึงย่อเหลือเพียงสั้นๆ คำ O.K. ซึ่งมีผล และความหมายเหมือนกัน คำว่า "อนุมัติ" นั่นเอง  

และก็เลยมีการใช้กัน อย่างแพร่หลาย ทั้งภาษาพูด  
และภาษาเขียน มากันจนปัจจุบันทั่วโลกทีเดียว

ทำไมลูกกอล์ฟต้องขรุขระ

 

ตาม ประวัติแล้วลูกกอล์ฟ ตอนที่เริ่มเล่นใหม่ๆ นั้นเป็นลูกหนังยัดไส้ขนนก แต่พอมาถึงศตวรรษที่ 19 ผู้ผลิตลูกกอล์ฟ พบยางที่เรียกว่า กัตตา-เปอร์ชา เป็นวัสดุที่จะช่วยทำให้ลูกกอล์ฟตีไปได้ไกลมากขึ้น  


ขณะที่นักประดิษฐ์พบว่า ลูก กอล์ฟที่มีรอยบุบนั้น ตีไปได้ไกลกว่าลูกผิวเรียบ จึงพยายามลดแรงเสียดทานพื้นผิวลูกกอล์ฟระหว่างที่พุ่งผ่านอากาศและช่วยพยุง ให้ลูกลอยอยู่ในอากาศได้นานขึ้น ว่าแล้วจึงทำรอยบุ๋มซะทั่วลูก มีขนาดลึกประมาณ 0.01-0.25 มิลลิเมตร แต่ละลูกมีรอยบุ๋มประมาณ 300-500 รอย  

ปัจจุบันนี้ลูกกอล์ฟทำด้วยยางที่แข็งนอกอ่อนใน และถ้าไม่บุ๋ม ไม่ใช่ลูกกอล์ฟ 


เหตุผลอธิบายเรื่องนี้มีว่า ลักยิ้มหรือรอยบุ๋มบนลูกกอร์ฟจะกันกระแสลมไม่ให้ก่อตัวขึ้นข้างหลัง ลมก็จะผ่านลูกกอล์ฟไปอย่างราบรื่น ถ้าไม่มีรอบบุ๋ม กระแสลมก็จะก่อตัวขึ้นข้างหลังลูกกอล์ฟ และรบกวนการเดินทางของมัน พูดง่าย ๆ คือ หลุมบนผิวสร้างชั้นอากาศขึ้นมาซึ่งเป็นผลให้

1. แรงเสียดทานที่ผิวลดลง ลูกกอล์ฟหมุนได้นานและเร็วกว่าจึงรักษาทิศทางได้ดีกว่า

2. Flow Separation เกิดช้าลง ความแตกต่างของความดันด้านหน้าและด้านหลังลูกกอล์ฟมีน้อยกว่า แรงฉุดลดลง ลูกกอล์ฟจึงไปได้ไกลขึ้น


ที่มา wings.avkids.คอม/Book/Sports/instructor/golf-01

 

 

กิจกรรมสัมมนาวิชาการพระคัมภีร์ BC2010


สัมมนาวิชาการพระคัมภีร์ภาคกลาง 1 วันที่ 29 สิงกาคม 2010 ณ ห้องกิ่งดาว โรงแรมเวล "กล้าที่จะส่องแสง"


อ่านเพิ่มเติม...

บทความ อื่นๆ ...

ชมรมเสริมทักษะ

มานาประจำวัน

Worship HOPE

Open in new window

Map Link

จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 356920
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday323
mod_vvisit_counterYesterday408
mod_vvisit_counterThis week1236
mod_vvisit_counterLast week2371
mod_vvisit_counterThis month1689
mod_vvisit_counterLast month5316
mod_vvisit_counterAll days595119

We have: 12 guests, 2 bots online
Your IP: 54.92.221.247
 , 
Today: ส.ค. 04, 2015